
จับตาดีลนิวเคลียร์อิหร่าน หวั่นซ้ำเติมน้ำมันดิ่งเหว
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านที่เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ นอกจากจะยุติการคว่ำบาตรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง 12 ปีแล้ว ยังจะเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลกในอนาคตอีกด้วย
จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน นั่งโต๊ะเจรจากับรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ทั้ง 5 ชาติ ได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และอีกหนึ่งชาติคือเยอรมนี ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจเช่นเดียวกัน
เป้าหมายการเจรจาคือการจำกัดกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการผ่อนคลายการคว่ำบาตร ที่ทำให้อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้
การบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านนับว่าส่งผลดีต่อโลกไม่น้อยทีเดียว เพราะจะลดจำนวนนิวเคลียร์ซึ่งถือเป็นอาวุธที่มีศักยภาพในการทำลายล้างสูง ขณะเดียวกันประชาชนอิหร่านกว่า 78 ล้านคน จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเงินรายได้การการส่งออกน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านในครั้งนี้กลับซับซ้อนกว่าที่เห็น เนื่องจากในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับภาวะน้ำมันล้นตลาด ซึ่งหากมีการเปิดประตูการส่งออกน้ำมันให้กับอิหร่านอีกประเทศ ก็จะเป็นการกดดันราคาน้ำมันให้ดิ่งลงกว่าเดิม จากที่ร่วงลงมาแล้วกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน มิ.ย.ของปีที่แล้ว
ทั้งนี้ อิหร่านถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันสูงทีเดียว ทั้งเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่มีปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศที่ 30-35 ล้านบาร์เรล
อิหร่านระบุว่าจะตั้งเป้าส่งออกน้ำมันที่ 1 ล้านบาร์เรล/วัน หลังจากการผ่อนคลายการคว่ำบาตร ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ จะมีน้ำมันไหลเข้ามาสมทบปริมาณน้ำมันที่เกินความต้องการอยู่แล้วที่ 2 ล้านบาร์เรล/วัน
นอกจากนี้ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ภาวะราคาน้ำมันขาลงยาวนานขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เนื่องจากซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก และเป็นผู้นำกลุ่มโอเปกจะไม่ยอมปรับลดกำลังการผลิตเพื่อเป้าประสงค์หลักคือรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้
ท้งนี้ ซาอุดิอาระเบียจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ เนื่องจากการโหมขุดน้ำมันจากชั้นหินดินดาน(เชลออยล์) ทำให้สหรัฐมีปริมาณน้ำมันใช้ในประเทศอย่างล้นเหลือจนเข้ามาแทนที่การนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางจนซาอุดิอาระเบียต้องสูญเสียตลาดน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ไป
ซ้ำร้าย ส่วนแบ่งตลาดเอเชียก็กำลังถูกท้าทายด้วยผู้ผลิตน้ำมันจากละตินอเมริกาที่พยายามมาเปิดตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคแห่งนี้หลังจากส่งออกน้ำมันไปสหรัฐไม่ได้อีกต่อไป
ดังนั้น หากอิหร่านส่งออกน้ำมันก็จะนำไปสู่การปรับลดราคาน้ำมันลงอีก
บทวิเคราะห์จากโซซิเอเต้ เจเนอรัล ระบุว่า หากการเจรจานิวเคลียร์อิหร่านบรรลุข้อตกลงก็จะทำให้ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเบรนต์ทะเลเหนือร่วงลงทันที 5 เหรียญสหรัฐ และจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง
ขณะที่ วิกเตอร์ ชุม รองประธานไอเอสเอส เอเนอร์จี อินไซต์ กล่าวว่า หากการเจรจาบรรลุผลน้ำมันจะล้นตลาดอย่างแน่นอน ซึ่งอาจกดให้ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเบรนต์ลงไปได้ถึง 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ในทางกลับกัน หากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ ราคาน้ำมันจะกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างแน่นอน
แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านยังมีบางประเด็นที่ยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ จนเป็นเหตุให้การเจรจาต้องล่าช้ากว่ากำหนดเส้นตายออกมา 1 วัน
ทางโซซิเอเต้ เจเนอรัล วิเคราะห์ว่า ปัญหาหลักๆ ที่ไม่สามารถตกลงกันได้อยู่ที่ประเด็นการผ่อนคลายการคว่ำบาตร โดยฝ่ายสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และเยอรมนี ต้องการให้มีการผ่อนคลายการคว่ำบาตรอย่างค่อยเป็นไป แต่ฝ่ายอิหร่านเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด
สอดรับกับ อับบาส อรากาจี หัวหน้าฝ่ายเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน ยอมรับว่ายังมีปัญหาที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้อยู่ ซึ่งทำให้ไม่สามารถทำข้อตกลงกันได้โดยที่ไม่มีกรอบการทำงานที่ชัดเจนในการยุติการคว่ำบาตรทั้งหมด
กรณีดังกล่าวนับเป็นเครื่องยืนยันว่าการส่งออกน้ำมันของอิหร่านท่ามกลางภาวะน้ำมันล้นโลกเป็นประเด็นที่คู่เจรจาให้ความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะรัสเซียซึ่งถือเป็นผู้ที่พึ่งพาการส่งออกพลังงานและกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากภาวะราคาน้ำมันขาลง
ทั้งนี้ แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากอิหร่านและคู่เจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ผลที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับโลกตะวันตกที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และจะยิ่งเพิ่มความร้อนแรงให้กับความขัดแย้งกันระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นการเติมเชื้อไฟให้ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเยเมนกับกบฏฮูธี กลุ่มแบ่งแยกดินแดนนิกายชีอะห์ ซึ่งเชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
กรณีความขัดแย้งที่ร้อนระอุเยเมนจะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน แม้เยเมนจะมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันเพียง 0.2% ของกำลังการผลิตน้ำมันบนโลก ทว่าเยเมนตั้งอยู่บนช่องแคบ บับ เอล มันเดบ เส้นทางค้าขายที่หนาแน่นเป็นอันดับ 4 ของโลก การขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับยุโรปต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว รวมถึงน้ำมันด้วย
หากการเจรจาล้มเหลว แน่นอนว่าความตึงเครียดด้านภัยคุกคามความมั่นคงโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากไม่มีเงื่อนไขใดๆ จำกัดการพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์ แม้ฝ่ายอิหร่านจะอ้างว่าเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านพลังงานไฟฟ้า แต่ฝ่ายตะวันตกยืนยันว่าการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านมีศักยภาพพอที่จะเป็นอาวุธได้
การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อโลกมาก หากประสบความสำเร็จโลกจะมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งต้องแลกมากับราคาน้ำมันที่จะดิ่งลง หรือจะยอมให้การเจรจาล้มเหลวเพื่อดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแลกกับโลกที่ต้องตกอยู่กับอันตรายมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้เจรจาว่าจะเห็นความสำคัญของสันติภาพโลกหรือผลประโยชน์ของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันมากกว่ากัน







