
ใช้ ม.44 แก้เศรษฐกิจ เรื่องด่วนที่ต้องเร่งทำ
พล.อ.ประยุทธ์ ควรใช้มาตรา 44 มาเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือเมกะโปรเจกต์ด้วย
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 เข้ามาแก้ไขปัญหามาตรฐานด้านการบินของไทย หลังจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระบุว่า การทำงานของกรมการบินพลเรือนของไทยไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งแก้ปัญหาการค้าสลากกินแบ่งเกินราคาได้แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรใช้มาตรา 44 มาเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือเมกะโปรเจกต์ด้วย เพราะถือว่าเป็นการใช้อย่างสร้างสรรค์ และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติอีกทางหนึ่ง
เพราะหากโครงการของเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐสามารถตอกหมุดขั้นที่ 1 ด้วยการเปิดประมูลได้เร็วแค่ไหน ภาคเอกชนก็จะขยับการลงทุนตามโดยเร็วเช่นเดียวกัน ส่งผลให้การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2558 ได้อย่างจริงจัง หลังจากที่มีการทะลวงท่องบลงทุนปกติไปแล้ว
ทั้งนี้ หากผลักดันการลงทุนของภาครัฐในโครงการเมกะโปรเจกต์ได้ ก็เกิดความเชื่อมโยงภายในห่วงโซ่การผลิตทั้งต้นน้ำและปลายน้ำในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการลงทุนรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 จะไปกระตุ้นให้ผู้ผลิตภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก วัสดุก่อสร้างอื่นๆ รวมทั้งด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า จะต้องเพิ่มศักยภาพการผลิตให้เพียงพอ รองรับความต้องการใช้ในโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐด้วย
กูรูด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนก็เห็นถึง “ช่องทาง” นี้
ในงานเสวนา “ประเทศไทย..คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย” เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า การแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจขณะนี้ จำเป็นต้องมีกลไกที่มาช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้น พร้อมกับส่งผลดีในระยะยาวได้ ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนถือเป็นทางออก โดยขณะนี้ภาคเอกชนก็มีความพร้อมในการลงทุน แต่ติดปัญหาขาดความเชื่อมั่น หรือยังรอดูความชัดเจนของนโยบายภาครัฐอยู่
พร้อมกันนี้ เศรษฐพุฒิยังเสนอรัฐบาลว่า ควรจะมีการออกมาตรการเป็นแพ็กเกจในการกระตุ้นให้เอกชนตัดสินใจลงทุนเร็วขึ้น โดยใช้มาตรการภาษีจูงใจให้เอกชนลงทุน เช่น การเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับเอกชนที่ลงทุนภายในเวลาที่กำหนด หรือภายใน 1-2 ปี หลังจากที่ประกาศออกไป เป็นต้น รวมทั้งมีมาตรการอื่นๆ มาเสริม เพื่อเร่งการตัดสินใจ โดยกำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี
ขณะที่ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่า รัฐบาลต้องเป็นผู้นำการลงทุนในเมกะโปรเจกต์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนต่อเนื่องได้
กอบศักดิ์ ระบุว่า ต้องเข้าใจเอกชนที่ยังไม่ลงทุน ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาโดยตลอดว่ามีโครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์รออยู่ ก็เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา ภาคเอกชนถูกหลอกมาตลอดว่าจะมีการลงทุนเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาทบ้าง 1.7 ล้านล้านบาทบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีการลงทุนจริง
กอบศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้เอกชนได้ในขณะนี้ คือ รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องประกาศเลยว่า นับจากนี้ไป 2 เดือน รัฐบาลจะลงทุนโครงการอะไรบ้าง เช่น เปิดประมูลคลื่นความถี่ 4จี และการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 ที่เป็นสองโครงการนี้ เพราะไม่มีอะไรซับซ้อน มีการศึกษาความเป็นไปได้ เขียนร่างทีโออาร์ไว้นานแล้ว สามารถเปิดประมูลได้ทันที
“ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้เห็นได้ มีการเปิดประมูล 2 โครงการนี้ภายใน 2 เดือนนับจากนี้ และจากนั้นก็ประกาศว่า อีก 2 เดือนถัดไปจะเปิดประมูลอีก 2 โครงการ เช่น รถไฟทางคู่ โครงการน้ำ จะเกิดผลหลายอย่าง อย่างน้อยเครดิต ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะกลับคืนมาทันที เอกชนก็เชื่อมั่นว่ารัฐบาลลงทุนจริง
แต่ถ้ารัฐบาลประกาศไปแล้วว่าจะลงทุนโครงการนั้นโครงการนี้ เสร็จแล้วกลับเลื่อนเวลาออกไป เช่น ประกาศว่าคลื่นความถี่ 4จี จะจัดประมูลเดือน ส.ค. 2558 นี้ แต่เอาเข้าจริงกลับเลื่อนออกไป เอกชนก็จะหมดความมั่นใจทันที”
กอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลเหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือนนับจากนี้ที่จะกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนเพื่อมาผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะแย่มาก เพราะครึ่งแรกของปีนี้ยังได้เปรียบที่เศรษฐกิจช่วงเดียวกันปีก่อนมีฐานที่ต่ำ แต่ปรากฏว่าไตรมาสแรกปีนี้ยังขยายตัวได้เพียง 2.3% ทั้งที่เป้าหมายอยู่ที่ 5-6% ขณะที่ครึ่งหลังของปีก่อน เริ่มขยายตัวสูงขึ้น หากปีนี้ไม่กระตุ้น ปลายปีนี้เศรษฐกิจจะแย่กว่านี้
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ากูรูด้านเศรษฐศาสตร์จะให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐและเอกชนอย่างมาก และพยายามเสนอหนทางกระตุ้นต่อรัฐบาล จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะหยิบจับข้อเสนอเหล่านี้ไปดำเนินเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
โดยเฉพาะกรอบระยะเวลาที่กอบศักดิ์ระบุว่า รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือนนับจากนี้ที่จะตัดสินใจลงทุนเมกะโปรเจกต์ที่เหมาะสมได้ ซึ่งหากดูจากตัวอย่างการใช้มาตรา 44 ต่อกรณีการแก้ปัญหามาตรฐานการบินแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถใช้มาตรา 44 ในการเร่งผลักดันการประมูลในโครงการเมกะโปรเจกต์ อย่างน้อยได้ 2-4 โครงการ คือ คลื่นความถี่ 4จี สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 รถไฟทางคู่ และยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ซึ่งกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนได้โดยตรง ทั้งในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และยังเกี่ยวพันกับการจ้างงานจำนวนมากอีกด้วย
ขณะที่คลื่นความถี่ 4จี หากเปิดประมูลได้เมื่อไหร่ เอกชนด้านโทรคมนาคมก็พร้อมจะลงทุนเพื่อให้บริการที่ดีขึ้น วงเงินหลายหมื่นล้านบาทต่อราย รวมทั้งจะช่วยให้นักลงทุนต่างประเทศตัดสินใจง่ายขึ้น เร็วขึ้น ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะมีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้
นอกจากนี้ หากรัฐบาลมีความกังวลปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น พล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถใช้มาตรา 44 กำหนดกลไก หรือมาตรการป้องกันการทุจริตได้ ควบคู่ไปกับมาตรการของกระทรวงการคลังในเรื่องบรรษัทภิบาล เช่น การทำสัญญาคุณธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสในการประมูล สกัดการทุจริตได้
ทั้งนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเป็นแม่งานผลักดันเองได้ขนาดนี้ ก็เท่ากับคืนความสุขให้ประชาชนได้ดั่งคำมั่นสัญญา และยังเป็นการใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 ที่ถูกมองว่าเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จไปในทางสร้างสรรค์ และเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติอีกด้วย







