
สปช.ชงครม.ตั้งสภาบันวิเคราะห์งบประมาณ ประจำรัฐสภา
สปช. ส่งเรื่อง ครม. ชงตั้งสภาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา วิเคราะห์งบประมาณรัฐบาลส่วนกลาง-ท้องถิ่น ครอบคลุมรายรับ-รายจ่าย และนโยบายภาครัฐ
สปช. ส่งเรื่อง ครม. ชงตั้งสภาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา วิเคราะห์งบประมาณรัฐบาลส่วนกลาง-ท้องถิ่น ครอบคลุมรายรับ-รายจ่าย และนโยบายภาครัฐ
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจาณารายงานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วาระที่ 4 เรื่องการงบประมาณ วาระจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณ ประจำรัฐสภา หรือไทยพีบีโอ (Thai PBO : Thai Parliament Budget Official ) และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาบันวิเคราะห์งบประมาณ ประจำรัฐสภา
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ กมธ.ฯ กล่าวต่อที่ประชุมว่า ภารกิจของพีบีโอ คือการประมาณการเศรษฐกิจในระยะสั้น กลาง ยาว ประมาณการรายรับรัฐบาล และวิเคราะห์ผลกระทบทางการคลังของการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีและการใช้จ่ายเงิน โดยมีวัตถุในการวิเคราะห์ต้นทุนการคลังของนโยบายที่สำคัญ อาจรวมต้นทุนของนโยบายหาเสียงที่สำคัญ ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจของนโยบาย และวิเคราะห์ความโปร่งใสของกระบวนงบประมาณ ทั้งนี้องค์กรดังกล่าวจะต้องเป็นหน่วยงานอิสระ ภายในสังกัดรัฐสภา ซึ่งจะต้องมีบทบัญญัติทางกฎหมายเพื่อดำรงความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง รวมถึงงบประมาณและเงินทุนสนับสนุนที่มั่นคงต่อเนื่อง
ทั้งนี้สมาชิก สปช. อภิปรายในประเด็นสำคัญ ดังนี้ ศ. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กมธ.ฯ แต่ควรกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินงบประมาณที่ชัดเจน เนื่องจากการประเมินเศรษฐกิจในระยะสั้น กลาง ยาว เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังอยู่แล้ว ซึ่งบทบาทสำคัญของไทยพีบีโอควรจะวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน เพราะกระบวนการเดิมที่ใช้อยู่เดิมมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลา เช่น การอนุมัติงบฯ ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา สส. ใช้เวลาพิจารณา 105 และ สว. พิจารณา 20 วัน โดยเป็นไปอย่างเร่งรัด เหมือนกับคณะ กมธ. ที่จัดตั้งขึ้นมาพิจารณางบฯ มีเป้าหมาย มีธง เมื่อต่อรองการตัดงบฯ ได้ กระบวนการก็สิ้นสุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการจัดสรรงบฯ ที่จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก
นางสีลาภรณ์ บัวสาย กล่าวว่า ไทยพีโอดีควรมีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะทำให้การจัดสรรงบฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาหรือบริบทของการปฏิรูป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม หากสามารถกระทำได้สำเร็จจะมีบทบาทสำคัญยิ่งกว่าการวิเคราะห์ของกระทรวงการคลัง เพราะจะช่วยสนับสนุนการจัดสรรงบฯ ประมาณที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาในประเทศยิ่งขึ้น
ศ. ดุสิต เครืองาม กล่าวว่า ไทยพีบีโอจะต้องอาศัยข้อมูลจากพรรคการเมืองในวิเคราะห์ ซึ่งในทางปฏิบัติจะทำได้ยาก โดยเฉพาะการข้อมูลจาก สส. ตนเชื่อว่า สส. ไม่อยากเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ให้กับองค์กรดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะข้อกำหนดตามข้อเสนอของ กมธ.ฯ เสนอให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ขณะที่ไม่ได้กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ จะยิ่งทำให้ สส. ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ จนส่งผลให้กระบวนการที่ออกแบบไว้ไม่เกิดประสิทธิภาพ
นายวุฒิสาร ตันไชย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยพีบีโอประสบความสำเร็จ คือ 1. จะต้องได้รับการยอมรับจากฝ่ายการเมืองและประชาชน ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความเสี่ยงของรัฐบาลและประเทศ 2. ทำหน้าที่เป็นพลุชี้ถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ 3. หลักประกันอิสระจากฝ่ายบริหาร เสนอให้ตั้งกองทุนเพื่อให้เกิดความเพียงพอและอิสระ และ 4. คัดเลือกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาเป็นประธาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้วยคะแนน 187 ไม่เห็น 10 งดออกเสียง 7 และสมาชิกเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา ด้วยคะแนน 181 ไม่เห็น 12 งดเสียง 11 ทั้งนี้ สปช. จะต้องส่งรายงานและร่าง พ.ร.บ. ฯ ดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป







