
ดอลล์แข็งทำพิษ กำไรหด-ส่งออกร่วง
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
สกุลเงินเหรียญสหรัฐอยู่ในภาวะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะส่งผลให้ชาวสหรัฐมีอำนาจซื้อในมือมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐอย่างรุนแรงทีเดียว
ค่าเงินเหรียญสหรัฐทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 14% ในระยะเวลาแค่ 6 เดือนเท่านั้น อันเป็นผลมาจากการโหมใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของทางฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้สกุลเงินยูโรและเยนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2009
ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังมีทิศทางนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นหลังจากยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้อีกด้วย กอปรกับสหรัฐเป็นประเทศเดียวที่มีทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังสดใสสวนทางกับทั้งโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของสหรัฐในปีนี้จะโตอยู่ที่ราว 3.6%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนต่างแห่แหนกลับไปลงทุนในสหรัฐและสินทรัพย์ที่ตราในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐอีกครั้ง หลังจากที่ออกมาหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐยังซบเซาที่เป็นผลกระทบจากวิกฤตการเงิน
แน่นอนว่า ความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐท่ามกลางการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน
ในกรณีแรก ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือความเสียหายในภาคการส่งออก เพราะสินค้า “เมด อิน ยูเอสเอ” ถูกทำให้แพงขึ้นในสายตาต่างชาติจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้สินค้าสหรัฐสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสินค้าจากยุโรปและญี่ปุ่นที่ค่าเงินอ่อนค่าลง
ผลสำรวจประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน (ซีเอฟโอ) กว่า 1,000 รายทั่วโลกของมหาวิทยาลัยดุ๊ก พบว่า ส่วนใหญ่ตอบตรงกันว่าสภาพเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 1 ใน 4 ของบริษัทส่งออกรายใหญ่ตอบตรงกันว่า มีแผนที่จะลดการลงทุนในปีหน้า
ด้าน ศ.แคมป์เบล ฮาร์วีย์ แห่งคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยดุ๊กและผู้ก่อตั้งแบบสำรวจดังกล่าว แสดงความเห็นว่า การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐท่ามกลางการอ่อนค่าของสกุลเงินอื่นๆ กำลังบั่นทอนศักยภาพของผู้ส่งออกสหรัฐเอง ซึ่งจะทำให้กำไรลดลงและนำไปสู่การปลดคนงานในที่สุด หากเหตุการณ์ยังดำเนินไปเช่นนี้ต่อเนื่อง
กรณีดังกล่าวยังพิสูจน์ได้จากข้อมูลมูลค่าการส่งออกของสหรัฐที่ปรับลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา จากที่ 1.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ต.ค. ลดความร้อนแรงลงมาอยู่ที่ 1.96 แสนเหรียญสหรัฐ ในเดือน พ.ย.และเหลือเพียง 1.95 แสนสหรัฐ ในเดือน ธ.ค. จนเหลือ 1.9 แสนเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ม.ค.ในที่สุด
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า แม้ภาคการส่งออกจะไม่ใช่สัดส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐหากเทียบกับการบริโภคภายใน เนื่องจากการส่งออกมีสัดส่วนคิดเป็น 30% เท่านั้น ส่วนการบริโภคภายในประเทศมีสัดส่วนมากถึง 50% และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะทำให้ชาวเมืองลุงแซมมีอำนาจซื้อมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดในญี่ปุ่นและยุโรปยังซบเซา รวมไปถึงตลาดในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้การส่งออกของสหรัฐลดลงไปด้วย โดยการส่งออกที่ซบเซาจะนำไปสู่การขาดดุลการค้าและจะกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
ในกรณีถัดมา การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะสะเทือนถึงผลกำไรของธุรกิจสัญชาติลุงแซมที่ออกไปดำเนินกิจการในต่างประเทศ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนจะทำให้กำไรซึ่งอยู่ในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่นแลกเปลี่ยนกลับเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐได้ในสัดส่วนที่น้อยลง
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท แฮนเนส แอนด์ มอริทส์ (เอช แอนด์ เอ็ม) ที่คาดว่าการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะทำให้กำไรจากยอดจำหน่ายในปีนี้ลดลง แม้ในไตรมาสนี้จะมีสัดส่วนกำไรเพิ่มขึ้นก็ตาม
ขณะที่ พี แอนด์ จี ประกาศปรับลดการคาดการณ์กำไรลง 31% ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 หมื่นล้านบาท)
ภาวะกำไรหดดังกล่าวถือเป็นประเด็นใหญ่สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐเลยทีเดียว เพราะสัดส่วนกำไรถึง 1 ใน 4 ของวิสาหกิจในดัชนี สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 อยู่ในรูปแบบสกุลเงินต่างประเทศ แน่นอนว่าหากกำไรดังกล่าวแลกกลับเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐได้น้อยลงก็จะทำให้สัดส่วนกำไรของบริษัทลดลงตามไปด้วย
จึงไม่น่าแปลกที่ความกังวลในประเด็นการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐแผ่วลงกันถ้วนหน้า
โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดิ่งลง 104.9 จุด ไปอยู่ที่ 18,011.14 จุด ดัชนี สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ดิ่งลง 12.92 จุด อยู่ที่ 2,091.50 ขณะที่แนสแด็กคอมโพสิทดิ่งลง 16.25 อยู่ที่ 4,994.73 จุด เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นนี้
ทั้งนี้ เมื่อเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ทุนไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐจนทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นกว่าในปัจจุบันอีก
ในปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของหน่วยงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจของสหรัฐมากขึ้น โดย เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ได้ยอมรับในการแถลงการณ์การประชุมเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า อัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญต่อการส่งออกและเงินเฟ้อ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆ ที่เฟดมีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว
การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจึงส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตามทางการสหรัฐยังคงมีเครื่องมือด้านดอกเบี้ยอยู่และคงไม่ยอมปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนสร้างความเสียหายต่อไปอีกนานนัก







