
ร่าง รธน.ใหม่ ปชป.เสียเปรียบสุด ​​
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็น “ประชาธิปัตย์” ที่จะได้รับผลกระทบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มากกว่าพรรคอื่นๆ
จากเดิมที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีธงทำให้ “เพื่อไทย” อ่อนแอ และส่งเสริมให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ไปจนถึงกลุ่มการเมืองเข้ามาเป็นตัวแปรชี้ขาดพรรคที่จะเป็นหลักจัดตั้งรัฐบาล
แต่หากวิเคราะห์ลึกๆ พรรคที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพื่อไทย
เริ่มตั้งแต่ประเด็นจำนวน สส.ที่ลดลงจาก 500 คน เหลือ 450-470 คน แน่นอนว่าทุกพรรคย่อมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพรรคใหญ่ที่เคยมีอดีต สส. และอดีตผู้สมัครครบ 500 ตำแหน่ง การต้องมาเกลี่ยที่นั่งใหม่ให้เหลือ 450 คน ย่อมต้องมีคนที่ถูกคัดออกไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม
แต่สำหรับ “เพื่อไทย” ถึงแม้จะเคยมี สส.เกินกึ่งหนึ่งของทั้งหมด การลดสัดส่วน สส.อาจไม่ใช่ปัญหามากนักกับการจัดวางผู้สมัครลงเลือกตั้ง เพราะผู้ที่พลาดหวังยังมีรางวัลให้ไปอยู่ในลิสต์จ่อนั่งเก้าอี้ปลอบใจ ทั้งผู้ช่วย สส. ผู้ช่วยรัฐมนตรี ฯลฯ
อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาหลังอุบัติเหตุทางการเมืองหลายรอบ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ถูกกันออกไปพ้นสนามการเมือง ทำให้มีบุคลากรแถวสองแถวสาม สับเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ ปัญหาการขับเคีี่ยวแข่งกันลงสมัครจึงไม่รุนแรงมากนัก บางพื้นที่ยังแทบจะหาคนลงสมัครไม่ได้
แถมรอบนี้หลายคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะถูกตัดสิทธิให้พ้นจากถนนการเมืองตลอดชีวิตตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างที่ดักคอกันไว้หรือไม่
แตกต่างจากทางฝั่ง “ประชาธิปัตย์” ที่ สส.ส่วนมากเป็น สส.เก่าหลายสมัย แต่ละคนมีอาชีพเป็นนักการเมืองอาชีพ ไม่มีธุรกิจหรืองานอื่นรองรับ หากไม่ได้ลงสมัคร สส.ก็ไม่มีอาชีพอื่นให้ทำ
เมื่อจำนวน “เก้าอี้” ลดลง หลายคนก็ต้องตกงานตามไปด้วย ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือถูกบังคับ
ปัญหาสำคัญอยู่ตรงพื้นที่ “ภาคใต้” ฐานเสียงสำคัญของพรรค เพราะตามระบบเอ็มเอ็มพีที่มีต้นแบบจากเยอรมนี หากพรรคกวาดที่นั่งระบบเขตได้เกือบทั้งหมดอย่างที่ผ่านมา ย่อมไม่เหลือที่นั่งให้ระบบบัญชีรายชื่อมากนัก
อีกมุมหนึ่ง หากคำนวณจากฐานคะแนนเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา “ประชาธิปัตย์” ย่อมมีโอกาสปักธงพื้นที่อีสานของ สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์ได้มากขึ้นแบบเป็นกอบเป็นกำ แต่สุดท้ายก็ต้องแลกด้วยที่นั่งในบัญชีรายชื่อภาคใต้ที่จะลดลงไปเช่นเดียวกัน
ทว่า ชั่งน้ำหนักแล้วแกนนำพรรคส่วนใหญ่ล้วนแต่ลงสมัครกระจายอยู่ในบัญชีรายชื่อภาคใต้และ กทม.เป็นสำคัญ หากจะยึดธรรมเนียมเดิมๆ ย่อมทำให้ สส.รุ่นใหญ่เสี่ยงต่อการไม่ได้เป็น สส.
ทางออกจึงอยู่ที่จะยอมไปยืนอยู่นอกสนามรอลุ้นตำแหน่งอื่นๆ หรือจะไปเบียดที่นั่ง สส.รุ่นกลางเจ้าของพื้นที่เดิม นั่นยังไม่รวมกับสมาชิกพรรคที่ลาออกไปร่วมขบวนกับ กปปส. ที่ถูกตีกันไม่ให้กลับเข้ามาแย่งตั๋วลงสมัคร สส.ที่มีจำกัด
แรงกระเพื่อมครั้งนี้สุ่มเสี่ยงจะบานปลายกลายเป็น “รอยร้าว” หรืออาจถึงขั้น “แตกหัก” ยิ่งระบบเลือกตั้งเปิดช่องให้ลงสมัครในนามกลุ่มการเมืองไม่ต้องง้อพรรคการเมือง
ที่สำคัญ ฐานเสียง กทม.ของประชาธิปัตย์รอบนี้มีโอกาสถูกเจาะง่ายขึ้นตามระบบเลือกตั้งใหม่ และหากเป็นเช่นนั้นย่อมทำให้พรรคอ่อนแอลงไปด้วย
ถัดมาที่ประเด็นห้ามรัฐมนตรีเป็น สส. ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นปัญหากับเพื่อไทย ที่มีบัญชีหนึ่ง บัญชีสอง สำหรับคนจะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งส่วนมากไม่ได้เป็น สส. แต่สำหรับประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีส่วนใหญ่จะมาจาก สส.เป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแถมอาจต้อง “วัดดวง” กันตั้งแต่ต้นว่าเลือกตั้งรอบนี้จะลุ้นตำแหน่งอะไร
ระบบนี้ยังทำให้พรรคเล็กมีอิทธิพลเหนือพรรคใหญ่เพราะจะเป็นตัวแปรกำหนดว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สำหรับประชาธิปัตย์อดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีพันธมิตรทางการเมืองน้อยกว่าเพื่อไทย โอกาสที่จะมาจับมือร่วมเป็นนั่งร้านให้จัดตั้งรัฐบาลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้แต่จะเป็น “ฝ่ายค้าน” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่ผ่านมา เพราะเงื่อนไขในร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ ประหนึ่งจะให้อำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น
เครื่องมือสำคัญอย่าง “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ถูกปรับแก้ไขให้เป็นกรณีหากนายกรัฐมนตรีถูกลงมติไม่ไว้วางใจต้องนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ใช่การเสนอรายชื่อว่าที่นายกฯ ขึ้นแข่งเหมือนที่ผ่านมา
ถึงที่ผ่านมาจะไม่เคยมีใครถูกลงมติไม่ไว้วางใจ แต่เงื่อนไขเช่นนี้ย่อมเป็นประชาธิปัตย์ อาจจะทำงานลำบากขึ้น
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้นั้นล้วนแต่ทำให้ประชาธิปัตย์ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากที่สุด และไม่แปลกที่จะเห็นสมาชิกพรรคตบเท้าออกมาถล่มประเด็นต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ







