posttoday
ลีกวนยิว ผู้สร้างชาติบน ‘อำนาจนิยม’

ลีกวนยิว ผู้สร้างชาติบน ‘อำนาจนิยม’

24 มีนาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ถึงแม้ว่าเปลวไฟแห่งชีวิตของลีกวนยิว รัฐบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์มอดดับในช่วงเช้าของวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ในวัย 91 ปี จากอาการติดเชื้อหลังจากการเข้ารับการรักษาปอดบวมขั้นรุนแรง แต่มรดกที่ลีกวนยิวรังสรรค์ไว้ยังคงอยู่กับสิงคโปร์ตลอดไปตราบนานเท่านาน

ลีกวนยิวเริ่มต้นชีวิตการเป็นผู้นำสิงคโปร์ทั้งน้ำตา ระหว่างการประกาศเอกราชของประเทศเกาะแห่งนี้ จากที่ถูกสหพันธรัฐมาลายาขับไล่ในปี 1965 โดยขณะนั้นสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย อีกทั้งยังเป็นเมืองท่า ที่เสื่อมโทรมและเต็มไปด้วยธุรกิจสีเทา

อย่างไรก็ตาม ตลอด 25 ปีของชีวิตการทำงานของบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ ลีกวนยิวนำสิงคโปร์ฟันฝ่ามรสุมทางการเมืองอันเลวร้าย และเนรมิตสิงคโปร์แปลงสภาพจากเมืองท่าที่เสื่อมโทรมให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ในอีกมุมหนึ่ง ลีกวนยิวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักด้านยุทธศาสตร์แบบรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างเข้มข้น และการจำกัดเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่อที่สาธารณะ รวมถึงการมีกฎหมายที่มีความเข้มงวดสูง

สภาพเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองของสิงคโปร์ซึ่งสวนทางกับสภาพการกระชับอำนาจของรัฐบาล กลายเป็นข้อสงสัยที่ยังคงถูกถามตลอดในปัจจุบันว่า “การรวมศูนย์อำนาจจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีกว่าการกระจาย อำนาจหรือไม่?”

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมของสิงคโปร์นั้นขัดต่อโลกทัศน์ของตะวันตกที่เชื่อว่าประเทศจะเจริญรุ่งเรืองได้ต้องมีพื้นฐานจากการให้เสรีภาพประชาธิปไตยแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ลีกวนยิวได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถพัฒนาสิงคโปร์จนเจริญรุดหน้าได้ แม้ไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มร้อย แต่ก็ยากที่จะหาผู้นำอำนาจนิยมคนไหนมาเลียนแบบได้

ข้อแตกต่างประการที่หนึ่ง คือ สิงคโปร์เลือกที่จะเปิดประเทศก่อให้เกิดการแข่งขันด้านการลงทุนและการค้าอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวในปี 1965

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง คือ สิงคโปร์โชคดีที่ตั้งอยู่บนช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าขายที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก การค้าขายระหว่างเอเชียกับฝั่งโลกตะวันตกจำเป็นต้องทำผ่านช่องแคบดังกล่าว

ลีกวนยิวจึงใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ด้วยการเสนอการเก็บอัตราภาษีต่ำสำหรับการค้าขายและการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งธุรกิจ

ยุทธศาสตร์เช่นนี้ช่วยแก้ปัญหาความเป็นประเทศเกาะที่ขาดแคลนทรัพยากรของสิงคโปร์ และพลิกฟื้นกลายเป็นจุดศูนย์รวมทรัพยากรทุกอย่างบนโลก เช่น การเป็นตลาดกลางค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญอย่างน้ำมัน

นอกจากนั้น ในปัจจุบันสิงคโปร์กลายเป็นท่าเรือที่คึกคัก ซึ่งดึงดูดทั้งเม็ดเงินและแรงงานที่มีฝีมือให้เข้ามาอยู่อาศัย จนทุกวันนี้ประชากรราว 30% จากทั้งหมด 5.5 ล้านคน เป็นชาวต่างชาติซึ่งถือใบอนุญาตทำงานชั่วคราว 

การเลือกเปิดประเทศของสิงคโปร์เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐบาลรวมอำนาจรายอื่นที่มักมีพฤติกรรมผูกขาดธุรกิจบางอย่างไว้กับรัฐ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ทำให้เกิดธุรกิจผูกขาดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

ขณะที่ลีกวนยิวที่พยายามลดการผูกขาดในระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการปราบปรามธุรกิจสีเทาอย่างหนัก ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มผูกขาดสูงและยกระดับสังคม

ประการต่อมา คือ ลีกวนยิวปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรง แม้แต่ในหมู่ญาติพี่น้องหรือผู้ใกล้ชิดก็ตาม เพราะการทุจริตนับเป็นต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่หนักอึ้งที่ไม่ก่อให้เกิดกำไร และเป็นการลดมนต์เสน่ห์ดึงดูดการลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การผูกขาดทางธุรกิจในที่สุด และกลายเป็นวังวนไม่รู้จักจบสิ้น

พิสูจน์ได้จากการจัดอันดับของดัชนีภาพลักษณ์การทุจริตปี 2014 ซึ่งจัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติโดยสิงคโปร์ได้ที่ 7 จากทั้งหมด 175 ประเทศ ได้คะแนน 84 จาก 100 คะแนน ทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ติดดัชนีความโปร่งในอันดับที่ 1-10 

สิงคโปร์ยังใช้ภาษีที่ได้มาแปรสภาพให้เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและความเป็นอยู่คืนแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ โดยที่ลีกวนยิวแทบไม่ได้ยักยอกผลประโยชน์ของรัฐเข้าสู่กระเป๋าของตนเลยแม้แต่น้อย

สวนทางกับรัฐบาลอำนาจนิยมรายอื่นที่มีแนวโน้มที่จะเกิดการทุจริตได้ง่าย เนื่องจากขาดการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจ อาทิ อดีตประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ผู้ฉ้อฉลมีการทุจริตในวงกว้าง จนสุดท้ายฟิลิปปินส์มีสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาจนกลายเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” นานหลายปี  

ในปัจุบัน สิงโปร์ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ทำธุรกิจได้ง่ายมากที่สุดในโลกอย่างน้อย 8 ปีติดต่อกัน และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อตัวสูงที่สุดในเอเชีย

ดังนั้น จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของลีกวนยิวจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการปูพื้นฐานสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต

หนึ่งในความจำเป็นนั้น คือ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางสังคมสูง โดยมีประชากรเชื้อสายจีนถึง 74.2% เชื้อสายมาเลย์อีก 13.2% และผู้อพยพจากอินเดียอีก 9.2% สิงคโปร์จึงจำเป็นต้องปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกบางประการเพื่อลดความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นในสังคม

นอกจากนั้น ยังจำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับสังคมที่มีความหลากหลายเช่นกัน

การรวบอำนาจของลีกวนยิวจึงกดทับไม่ให้ไฟความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ เผาทำลายระบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเริ่มมีข้อกังขามากขึ้นถึงความทันสมัยของระบบที่ลีกวนยิววางไว้ให้แก่สิงคโปร์ คนรุ่นใหม่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายการเกณฑ์ทหารของสิงคโปร์เริ่มล้าสมัย และต้องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น

นอกจากนั้น นโยบายบางอย่าง เช่นการรื้อย่านเมืองเก่าของสิงคโปร์ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนเพื่อสร้างเมืองใหม่ ทำให้สิงคโปร์แทบไม่หลงเหลือพื้นที่ทางประวัติศาสต์ให้เห็นในปัจจุบัน กลายเป็นปัญหาสำหรับชาวสิงคโปร์ในปัจจุบันคือ“อัตลักษณ์ของสิงคโปร์อยู่ที่ไหน”

ขณะที่ชาติสมาชิกอาเซียนรายอื่นๆ ต่างรุ่มรวยวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ แต่สิงคโปร์กลับแทบไม่มีจุดเด่นดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ ซึ่งกรณีนี้ก็ถือเป็นมรดกของลีกวนยิวเช่นกัน

ที่สำคัญที่สุดคือ ในปัจจุบันสิงคโปร์ก็กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกับเอเชียประเทศอื่นๆ คือเผชิญทางตันในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากสังคมที่มีระเบียบเข้มงวดไม่ส่งเสริมการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ เมื่อปี 2010 รัฐบาลสิงคโปร์มีแผนที่จะขยายสัดส่วนจีดีพีจากการวิจัยและพัฒนาจากราว 3% เป็น 3.5% แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ฉะนั้น สิ่งที่พัฒนาสิงคโปร์จริงๆ คือระบบทุนนิยมและการปราบปรามการทุจริต มากกว่าการเข้มงวดต่อเสรีภาพของประชาชน และอาจจะจำเป็นที่สิงคโปร์ต้องปรับตัวในอนาคตเพื่อตอบโจทย์ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า สิงคโปร์มายืนอยู่ ณ จุดๆ นี้ก็เนื่องจากปูพื้นฐานทางเศรษฐกิจและระเบียบสังคมของลีกวนยิว รวมถึงการกระจายรายได้ให้ทั่วถึงทั้งประเทศ โดยในช่วงปี 1960-2011 สัดส่วนจีดีพีต่อหัวของสิงคโปร์พุ่งสูงกว่า 100 เท่า จนปัจจุบันอยู่ที่ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ/หัว 

พูดอีกนัยหนึ่ง คือ แม้ระบบด้านสังคมที่ลีกวนยิววางไว้จะขัดต่อแนวคิดของโลกสมัยใหม่ แต่สำหรับด้านเศรษฐกิจบิดาผู้ก่อตั้งประเทศปูพื้นฐานการให้เสรีตามระบบทุนนิยมอย่างเต็มที่ จนมีเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

มรดกของลีกวนยิวจึงเป็นเกียรติภูมิของสิงคโปร์อย่างแท้จริง และยากที่จะมีผู้นำคนไหนทำได้ในโลกสำหรับก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วแห่งเดียวในอาเซียนอย่างภาคภูมิ

ข่าวล่าสุด

น้ำมันขึ้นอีก เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ปรับเพิ่ม 90 สต. ดีเซล 80 สต.

น้ำมันขึ้นอีก เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ปรับเพิ่ม 90 สต. ดีเซล 80 สต.