
อย่าตื่นเต้น
....ธนพล ไชยภาษี
ความเคลื่อนไหวจากจีนสร้างความฮือฮาได้มากที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ส่งสัญญาณว่าจะส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนบ้าง เรียกเสียงตอบรับได้จากทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างหูดับตับไหม้กันไป
แน่นอน ท่าทีจากสหรัฐ อย่างประธานาธิบดี บารักโอบามา ก็เป็นบวกกับกระแสจากจีนในครั้งนี้ และก็แน่นอนเช่นกัน ที่กระแสจากภายในจีนเองจะมีหลายฝ่ายออกมาวิจารณ์กันสุดโต่ง โดยเฉพาะจากภาคการส่งออกที่ไม่เห็นด้วย เพราะว่าจะเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบไปอย่างเต็มๆ
ต้องบอกว่า อันที่จริง ไม่อยากให้ตื่นเต้นกันจนไปนักกับท่าทีของจีนในครั้งนี้ เพราะดูๆ แล้ว เห็นทีจะเป็นเพียงการดับกระแสความร้อนแรงจากแรงกดดันจากสหรัฐเท่านั้นเอง
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดา สส.สหรัฐ หึ่มๆจีนมาตลอด กดดันให้ปักกิ่งเร่งขยับตัวทำอะไรกับเงินหยวนที่อ่อนค่ากว่าความเป็นจริงบ้าง และใช้ไม้ขู่อยู่ทุกวันว่าจะเสนอร่างกฎหมายตอบโต้จีนขึ้นต่อสภาคองเกรส ซึ่งอาจจะนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรสินค้าจีนบางประเภท
สหรัฐโจมตีมาตลอดว่า จีนได้ใช้ความได้เปรียบจากค่าเงินหยวนที่อ่อนกว่าความเป็นจริง ส่งสินค้าราคาถูกไปตีตลาดสหรัฐ ทำให้ภาคการผลิตสหรัฐได้รับผลกระทบ คนตกงานกันไปหมด
ดังนั้น ถือเป็นแรงกดดันอย่างหนักที่จีนต้องหาทางดับไฟในสภาสหรัฐให้ได้ ซึ่งในที่สุด ก็มีท่าทีจากจีนแล้วด้วยการบอกว่าจะเริ่มปรับเงินหยวน ซึ่งในปัจจุบันอ่อนค่ากว่าความเป็นจริงที่ราวๆ 20%
แต่ แต่ แต่ ....รัฐบาลจีนแย้มไว้ตอนท้ายครับว่า อย่าหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เกิดการสวิงของค่าเงินในระดับสูงนัก
ตีความได้ว่า จีนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้มากมายอะไร และอาจจะไม่ส่งผลอะไรต่อตลาดด้วยซ้ำ
อย่าลืมว่า กระแสกดดันให้จีนลอยค่าเงินหยวนนั้นมีมาซ้ำซากจำเจมาหลายปี แต่จีนก็ยืนหยัดต้านกระแสได้มาตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เมื่อจีนเริ่มได้หายใจหายคอโล่งตัวมากขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ภาคการส่งออกของจีนก็กลับมามีชีวิตชีวากันมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนก็ออกมาย้ำชัดครับว่า แม้ว่าจีนจะพยายามรณรงค์ให้เกิดแรงซื้อภายในมากขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจีนจะลดความสำคัญของภาคการส่งออกลงแต่อย่างใด
ภาคการผลิต และการส่งออกนั้น แทบจะเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แทนที่ระบบเกษตรกรรมของจีนไปแล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนโดยฉับพลัน อาจจะทำให้จีนหลังหักเอาง่ายๆ
ท่าทีล่าสุดของจีนในครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นเพียงการลดกระแสความตึงเครียดในสภาคองเกรสสหรัฐเท่านั้น และเป็นการเพิ่มแรงซื้อให้กับผู้บริโภคในประเทศให้มากขึ้นมาอีกในระดับหนึ่งเล็กๆ แค่นั้นเอง
อีกทั้งยังน่าจะเป็นการสร้างภาพว่า มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกแห่งใหม่นี้ ยังมีความรับผิดชอบต่อโลกอยู่บ้าง







