
เอเชียต้องตั้งการ์ด รับมือดอลลาร์แข็ง
ค่าเงินเหรียญสหรัฐกำลังทะยานแข็งขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2009
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ค่าเงินเหรียญสหรัฐกำลังทะยานแข็งขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2009 กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย หากยังไม่มีการเตรียมมาตรการป้องกัน
เหตุที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ต้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นหนี้ในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐก้อนมหึมา
นับตั้งแต่วิกฤตซับไพรม์ปะทุขึ้นที่เมืองลุงแซม ซึ่งอยู่ในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกในปี 2008 และพร้อมกับที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์กับนโยบายการผ่อนปรนทางการเงิน (คิวอี) เพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นตัวกระตุ้นให้นักลงทุนนำเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชีย เนื่องจากผลตอบแทนในสหรัฐไม่ดึงดูดใจให้เกิดการลงทุนอีกต่อไป
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้นับตั้งแต่ปี 2008 ที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐและเอกชนในเอเชียจำนวนมากออกตราสารหนี้ในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) แสดงให้เห็นว่า ระดับของสินเชื่อในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งปล่อยให้กับผู้กู้นอกภาคธนาคารนั้นเพิ่มขึ้นถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 288 ล้านล้านบาท) จากเดิมที่ 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 192 ล้านล้านบาท) และเฉพาะภาคเอกชนในจีนก็มีก็กู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว (ราว 35.2 ล้านล้านบาท)
ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะสร้างความสุ่มเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ให้กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
ทั้งนี้ ชาติในเอเชียส่วนใหญ่ทั้งอินเดียและมาเลเซียต่างเลือกที่จะออกตราสารหนี้ในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสกุลเงินท้องถิ่นมีความความผันผวนสูง
อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มต้นการเข้าซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางยุโรปเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมาก โดยแข็งค่าขึ้น 23% เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร และแข็งค่าขึ้น 13% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเยน
แน่นอนว่า กรณีดังกล่าวย่อมทำให้เอเชียซึ่งส่วนใหญ่กู้เงินมาในรูปแบบเงินเหรียญสหรัฐชำระหนี้ได้ยากขึ้น เหตุเนื่องจากปริมาณหนี้จะขยายเพิ่มขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน
กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลให้ บริษัท ไกซา ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจีน อาจเป็นภาคเอกชนจีนรายแรกที่ผิดนัดชำระหนี้ที่ตราในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และอาจกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดวิกฤตรอบใหม่ในเอเชีย และปลุกฝันร้ายของวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 ขึ้นมาอีกรอบ
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าจะไม่เกิดวิกฤตหนี้ในเอเชีย เนื่องจากวิกฤตการเงินเอเชียในปี 1997 ได้สร้างภูมิต้านทานวิกฤตให้กับภูมิภาคแห่งนี้ ทำให้ในปัจจุบัน เอเชียมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งแตกต่างจากช่วงเวลาดังกล่าวมาก
เกล็น มาคีเร นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเอเอ็นซี ในสิงคโปร์ ให้เหตุผลว่า ในปัจจุบันเอเชียไม่ได้อ้างอิงค่าอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และอีกหลายประเทศมีทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างเพียงพอ ความเคลื่อนไหวของสกุลเงินท้องถิ่นในเอเชียจึงยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางประเทศต่างๆ จึงไม่น่าจะเกิดภาวะที่สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าจนกระทบต่อการชำระหนี้ของภาคเอกชน
ถึงกระนั้น แม้เอเชียจะมีภูมิคุ้มกันจากวิกฤตเอเชียปี 1997 ทว่ายังไม่มีสิ่งใดประกันเอเชียจะสามารถต้านทานการปรับนโยบายของเฟดได้ ซึ่งอาจจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะก่อนหน้านั้น การเปิดเผยถึงแผนการลดการใช้คิวอีของเฟด ทำให้สกุลเงินรูปีและรูเปียห์ของอินเดียและอินโดนีเซียร่วงลงอย่างหนัก จากการแห่ถอนทุนกลับประเทศของนักลงทุนสหรัฐ จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่เปราะบางที่สุดโลกในปีดังกล่าว พร้อมกับ บราซิล ตุรกี และแอฟริกาใต้
นอกจากนั้น การก่อหนี้ในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐส่วนใหญ่ยังเป็นของธุรกิจนอกภาคธนาคารอีกด้วย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่องได้มากกว่าธุรกิจในภาคการเงิน อีกทั้งในปัจจุบันสัดส่วนหนี้ดังกล่าวยังพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในชาติเอเชียเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเกือบจะเท่ากับสัดส่วนหนี้ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียที่ 11% ต่อจีดีพี
จึงไม่น่าแปลกใจที่ ทั้ง ทอม ออริก และ ฟิลดิง เฉิน สองนักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์กจะยืนยันตรงกันว่า การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นทั่วเอเชียในปัจจุบันนั้นเป็นดาบสองคม ที่แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงทำให้สกลุเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลง ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในหมู่ภาคเอกชนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน ซึ่งมีอัตราก่อหนี้สูงขึ้นมากในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
ฉะนั้น จึงเป็นที่แน่นอนแล้วว่า การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่เกิดขึ้นในขณะนี้กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้เอเชียผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายในเอเชียต้องเตรียมสรรพกำลังต่างๆ ทั้งการด้านทุนสำรองและนโยบายการเงินเพื่อรองรับภาวะค่าเงินท้องถิ่นอ่อนค่าอย่างรุนแรง ซึ่งจะกลายเป็นการจุดชนวนวิกฤตหนี้รอบใหม่ของเอเชียในที่สุด







