
กล้าจริงต้องยกเลิกสมณศักดิ์
สุลักษณ์ ยืนยันว่า ปัญหาสำคัญที่บั่นทอนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนต่อศาสนาก็คือ
สุลักษณ์ ยืนยันว่า ปัญหาสำคัญที่บั่นทอนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนต่อศาสนาก็คือ การที่พระมียศถาบรรดาศักดิ์และมีสมณศักดิ์ จนต้องซื้อขายตำแหน่งกันในมูลค่ามหาศาล
“พูดตรงไปตรงมา ก็ควรจะยกเลิก สิ่งหนึ่งที่คณะราษฎรพลาด คือเข้าเลิกบรรดาศักดิ์คน แต่ไม่ได้เลิกสมณศักดิ์พระ ถ้าไม่เลิก พระจะมีจุดยืนทางราชาธิปไตย มีจุดยืนในศักดินา และพระจะไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลย ทั้งที่ประชาธิปไตยเป็นเนื้อหาสำคัญในศาสนาพุทธ”
ส.ศิวรักษ์ ยืนยันว่า ในสมัยพุทธกาล พระทุกรูปเสมอภาคกันหมด ไม่ว่าพระที่เป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระที่เป็นลูกโสเภณี มันต้องเสมอกันหมด แต่ในปัจจุบันบ้านเรามีสมเด็จ มีเจ้าคุณแล้วสมเด็จบางคนอายุน้อย ก็เลิกเคารพเจ้าคุณที่อาวุโสกว่าไปเลย ทั้งที่หลักอาวุโสของพระมีความสำคัญมาก
“พอระดับเจ้าคุณ เจ้าคณะก็นั่งรถยนต์แข่งกัน เจ้าคณะอำเภอต้องรถเบนซ์ ส่วนเจ้าคณะภาคต้องวอลโว่ ขณะที่ทุกวัดติดป้ายมหาเถรสมาคมให้คนถือศีล 5”
เขาบอกอีกว่า ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ไม่เห็นสาระสำคัญของศาสนา และใส่บาตรเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำบุญแล้วเท่านั้น
“เช้าๆ พระมารับบาตร คุณลองสังเกตดูว่ามีพระสักองค์ไหมที่น่าเลื่อมใส เขายืน นั่งเหมือนขอทาน แล้วมีถุงมาใส่ใหญ่เบ้อเริ่ม ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งที่พระวินัยบอกว่าบาตรเดียวต้องกลับแล้ว แต่อันนี้เดินจนถุงใหญ่ แล้วใส่เงินกัน ซึ่งพระวินัยบอกว่า เงินนี่ก็แตะต้องไม่ได้ รับแล้วต้องโยนทิ้ง ไม่งั้นปลงอาบัติไม่ตก แต่ก็ยังรับเงิน”
“คณะสงฆ์ต้องมุ่งความบริสุทธิ์มาก เพราะเป็นบรรพชิต ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับกาม ตอนนี้เกี่ยวกับกามทั้งนั้น ตอนนี้คนไม่สนใจพระ เราแค่ให้พระเป็นเหมือนพราหมณ์ งานแต่งงาน งานศพ มาสวดให้ แต่สมัยโบราณเขาถือว่าพระเป็นสัญลักษณ์สังคม ถ้าพระทำชั่ว เช่น เข้าพรรษา ถ้าพระทะเลาะกัน ก็ไม่มีคนมาทอดกฐิน หรือถ้าพระนอนกับผู้หญิงก็ต้องสึก คณะสงฆ์ต้องเป็นรูปแบบให้ฆราวาสเห็นว่าชีวิตที่เรียบง่าย อดออม นั้นดีกว่า ชีวิตที่เจริญสมาธิภาวนาดีกว่า ตอนนี้พระไม่ทำ กลายเป็นว่าคณะสงฆ์ก็แย่ สังคมก็แย่ ทุกอย่างเสร็จหมดเลย” ส.ศิวรักษ์ ระบุ







