
บทเรียนสหกรณ์ฯคลองจั่น ถึงเวลารื้อโครงสร้าง
คดียักยอกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตที่สั่นสะเทือนวงการสหกรณ์
โดย...บายไลน์
คดียักยอกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตที่สั่นสะเทือนวงการสหกรณ์ จากจุดเริ่มต้นการหมักหมมปัญหาที่เกิดจากการฉ้อโกงของผู้บริหาร ยักยอกเงินฝากจากสมาชิกออกไปใช้ส่วนตัวมากมายมหาศาล คิดเป็นมูลค่าเสียหายกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท จนทำให้สถานะของสหกรณ์ฯ คลองจั่นขณะนี้เข้าขั้นล้มละลาย
สถานะของสหกรณ์ฯ คลองจั่นไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ที่มีประมาณ 5 หมื่นรายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสมาชิกรายย่อยในสหกรณ์อีก 79 แห่ง ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์ฯ คลองจั่น เป็นวงเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท สหกรณ์เหล่านี้มีสมาชิกและครอบครัวที่ต้องได้รับผลกระทบกว่า 2.8 ล้านคน และเริ่มมีปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินสดใช้ เพราะไม่สามารถเบิกถอนเงินที่ฝากได้ เพราะสหกรณ์ที่ตัวเองเป็นสมาชิกนำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์ฯ คลองจั่นที่มีการยักยอกเงินออกไป
ปัญหาสหกรณ์ฯ คลองจั่นยังส่งผลกระทบต่อเครดิตความน่าเชื่อถือของสหกรณ์อื่นๆ อีกด้วย ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ได้ปรับสถานะความเสี่ยงของสหกรณ์ทั้งระบบ เป็นกลุ่ม “ความเสี่ยงสูง” ส่งผลให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ขึ้นอีก 0.50-0.7% ทำให้ต้นทุนเงินของสหกรณ์สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการปฏิเสธการรับค้ำประกันบุคคล ไม่มีการต่อสัญญาตั๋วเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว สหกรณ์บางแห่งที่มีเงินฝากอยู่กับสหกรณ์ฯ คลองจั่นถึงขั้นถูกขึ้นบัญชีดำ ถูกห้ามปล่อยกู้
ขณะเดียวกัน สหกรณ์ฯ คลองจั่นที่อยู่ระหว่างการขอฟื้นฟูกิจการจากศาลล้มละลาย เป็นโจทย์ใหญ่ของผู้เกี่ยวข้อง เพราะหากแผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้รับอนุมัติในวันที่ 20 มี.ค.นี้ ก็จะเกิดผลกระทบถึงสหกรณ์ฯ ที่นำเงินมาฝากสหกรณ์ฯ คลองจั่นให้ต้องล้มละลายตามเป็นโดมิโน
สถานะของสหกรณ์ฯ คลองจั่นในขณะนี้ จึงเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเร่งเข้าไปดูแลด้วยใจระทึก
ขณะเดียวกัน ปัญหาการฉ้อโกงสหกรณ์ฯ คลองจั่นจนเสียหายระดับเป็นหมื่นล้านบาทครั้งนี้ แม้จะเกิดจากการทุจริตของผู้บริหาร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลสหกรณ์ก็ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพราะมีหน้าที่โดยตรงในการติดตามตรวจสอบผลดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ สถานะของสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ถือได้ว่าเทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ เพราะมีการรับเงินฝากจากประชาชนทั่วไปเหมือนกัน ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ก็ทำหน้าที่เกือบจะใกล้เคียงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ เพราะกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้นทำหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ก็มีหน้าที่เฉพาะที่ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งปกติการตรวจบัญชีนั้นหากทำกันอย่างตรงไปตรงมา และปราศจากการแทรกแซงเชื่อว่าเรื่องราวในสหกรณ์ฯ คลองจั่นคงไม่เสียหายบานปลายมาถึงขนาดนี้ได้
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ออกมายอมรับว่า เคยได้รับรายงานว่า สหกรณ์ฯ คลองจั่นเริ่มมีสัญญาณการทุจริตมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงมีการปล่อยปละละเลยมาถึงขนาดนี้
ล่าสุด รมว.เกษตรฯ จึงได้สั่งการให้ ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้น โดยให้ไปสืบสวนตั้งแต่ช่วงปี 2547จนกระทั่งสหกรณ์ฯ คลองจั่นเกิดปัญหาล้มละลาย โดยสอบสวนข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่แก้ปัญหาในขณะนั้น ว่าได้ใช้อำนาจหรือไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ในมือเพื่อแก้ปัญหา โดยปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะต้องสรุปข้อเท็จจริงและรายงานกลับมาภายใน 7 วัน เพื่อรายงานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทราบด้วย
อย่างไรก็ตาม รมว.เกษตรฯ ระบุว่า ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบมีประมาณ 8,000 แห่ง แต่พบว่ามีประมาณ 160 แห่ง หรือ 2% ของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งหมดที่มีความเสี่ยง
แม้ว่าเป็นจำนวนที่ไม่มาก และประชาชนยังเชื่อมั่นในธุรกิจสหกรณ์ได้ แต่ รมว.เกษตรฯ ก็เห็นว่าจะต้องเดินหน้าวางระบบดูแลสหกรณ์ให้รัดกุม โปร่งใสขึ้น และปัญหาที่ผู้บริหารสหกรณ์ฉ้อโกงไม่ได้เพิ่งมาเกิด แต่มีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มีการนำเงินสหกรณ์ไปตั้งแชร์ลอตเตอรี่ ยักยอกเงินสหกรณ์ออกไปใช้ส่วนตัว นำเงินไปปล่อยกู้ให้พรรคพวก หรือนำเงินไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ฯลฯ แต่ก็มีการสั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นตรวจสอบการทำงานของสหกรณ์ทั้งระบบ
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีแนวคิดจะปรับปรุงกฎหมายสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น ทั้งการตรวจสอบและการจัดการกับสหกรณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดปัญหา โดยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยมีสาระสำคัญ คือ 1.เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปป้องกันความเสียหายของสหกรณ์ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบุคคลภายนอก เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการสหกรณ์ที่มีเจตนาทุจริต มักจะเลี่ยงกฎหมายไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ โดยการไปดึงบุคคลภายนอกเข้ามาดำเนินการแทนในบางเรื่อง
2.การจัดการกับเงินสำรองประเภทต่างๆ ของสหกรณ์ทั้งระบบ เพื่อนำไว้ช่วยเหลือในยามที่สหกรณ์ขาดทุน หรือขาดสภาพคล่องยามฉุกเฉิน 3.กำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการสหกรณ์ ที่จะต้องเว้นวรรคการทำงานเมื่อครบวาระ หากจะกลับเข้ารับตำแหน่งกรรมการบริหารงานของสหกรณ์อีกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดอำนาจ และป้องกันการหาช่องทางทุจริต
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะมีแนวทางในการแก้กฎหมายการควบคุมดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ แต่ก็ยังมีปัญหาว่า สหกรณ์ฯ ที่รับฝากเงินจากประชาชน เทียบแล้วสถานะแทบไม่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.
ซึ่งที่ผ่านมา หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธปท.ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์อย่างเข้มข้น จนทำให้สถานะของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีความมั่นคง สามารถเป็นเครื่องมือในการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินชื่อที่มีคุณภาพมากขึ้นได้
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะการกำกับดูแลของ ธปท.ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล
ต่างจากการกำกับดูแลและตรวจสอบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่รับเงินฝากจากประชาชนเช่นเดียวกัน
บทเรียนจากสหกรณ์ฯ คลองจั่นที่ไม่มีการตรวจสอบสถานะอย่างทันท่วงที และมีปมปัญหาเรื่องการถูกการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลในช่วงที่ผ่านมาเข้าแทรกแซงการตรวจสอบ จนปล่อยให้ความเสียหายบานปลาย น่าจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องหันมาทบทวนการกำกับดูแลสหกรณ์ทั้งระบบใหม่แล้วว่า จะยังคงให้ระบบเดิมที่ง่ายต่อการแทรกแซง ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลเหมือนเดิมหรือไม่
ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างผู้บริหารสหกรณ์ฯ กับกลุ่มสมาชิกที่ไม่ไว้วางใจในผู้บริหารชุดปัจจุบัน ถึงขนาดชกต่อย ใช้ความรุนแรงต่อกัน ด้วยความอัดอั้นที่เงินสะสมมาตลอดชีวิตมีโอกาสจะไม่ได้รับกลับคืน เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญของรัฐในการวางระบบการแก้ปัญหาระยะยาวในการกำกับดูแลสหกรณ์ทั้งระบบอย่างมีคุณภาพ และปราศจากการแทรกแซง
เป้าหมายสำคัญ คือการปกป้องดูแลผู้ฝากรายย่อย และป้องกันไม่ให้ภาพความรุนแรงเหล่านั้นหวนกลับคืนมาอีก







