posttoday
"บวรศักดิ์"ชี้ไทยยังไข้รุมต้องใช้กฎอัยการศึกรักษา

"บวรศักดิ์"ชี้ไทยยังไข้รุมต้องใช้กฎอัยการศึกรักษา

10 มีนาคม 2558

"บวรศักดิ์"แจงคืบหน้ายกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อ สปช. ชี้ไทยยังไข้รุมต้องใช้กฎอัยการศึกรักษา

"บวรศักดิ์"แจงคืบหน้ายกร่างรัฐธรรมนูญต่อสปช.ชี้ไทยยังไข้รุมต้องใช้กฎอัยการศึกรักษา

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเรื่องเข้าการประชุม ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกหารือกันอย่างกว้างขวาง ก่อนให้นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงความคืบหน้าในการยกร่างฯ

โดยนายบวรศักดิ์ กล่าวว่า กมธ.ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกเสร็จสิ้นแล้ว โดยกมธ.จะพิจารณากันว่าในอนาคตประเทศไทยที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนและของโลก จึงทำการวิเคราะห์ปัญหาในอดีตและอนาคตตั้งแต่ปี 48ถึง 58 ซึ่งเป็นปัญหาร้าวลึกมา 10 ปีเต็ม  จึงต้องป้องกันแก้ไข

“เพราะที่ผ่านมามีการ แบ่งสีเสื้อต่างๆ ดึงสถาบันทุกสถาบันลงมาสู่ความขัดแย้ง  เป็นความขัดแย้งไม่สิ้นสุด มีลักษณะเป็นไข้ตัวรุม ที่ไข้ยังไม่ลด มีเพียงยาพาราที่เรียกว่ากฎอัยการศึกกำกับไว้  เมื่อยาหมดฤทธิ์ไข้ที่พร้อมจะเกิดขึ้นอีก ดังนั้น กมธ. และสปช.ต้องร่วมกันแก้ไข ถ้ายังขัดแย้งอย่างนี้ต่อไป ประเทศไทยอาจจะรั้งท้าย อยู่อันดับ 10 ของอาเซียน”นายบวรศักดิ์ กล่าว

ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนอกจากเกิดจากตัวบุคคลแล้ว เชื่อว่า กมธ.หลายคนคิดคล้ายกันว่า สมมุติฐานของโรค ที่ก่อให้เกิดอาการไข้  คือ ความไม่เป็นธรรมในทางเศรษฐกิจและสังคม ระหว่างคนมีมหาศาลในเมืองกับคนไม่มี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ระดับรากญ้า เมื่อความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งเป็นสมมุติฐานของโรค จะต้องแก้ให้ดีด้วย ดังนั้น สปช.จึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อกาลนี้

ทั้งนี้ ไข้ที่เกิดขึ้นโดยคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มการเมืองกับกลุ่มพลเมือง ซึ่งการเมืองยังมีปัญหาในความเชื่อถือ ซื่อสัตย์ สุจริตและความโปร่งใส  ที่ผ่านมามีการทุจริตในหลายระดับ ล่าสุดคือคดีจำนำข้าวที่อื้อฉาวไปทั่วโลก ส่วนการเมืองมีปัญหาเรื่องระบบการจัดการ ไม่สมดุลระหว่างพรรคการเมืองกับคนที่ไม่อยากสังกัดพรรคการเมือง จึงต้องขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป และปัญหาพลเมือง เห็นว่ายังไม่มีโอกาสที่ดีในการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม คนบางกลุ่มยังต้องการนักการเมืองและพรรคการเมืองชี้นำอยู่

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเหลียวหลังแล้วก็ต้องแลไปข้างหน้า คิดว่ารัฐธรรมนูญนี้ต้องแก้ปัญหาในอดีต สร้างทางเดินต่อไปในอนาคต โดยหลักในการร่างรัฐธรรมนูญเน้น 4 เจตนารมณ์ใหญ่ คือ 1.การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่  2. ทำให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล ทำให้การเมืองสมดุล ระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมือง และความสมดุลระหว่างสภาล่างกับสภาบน  3.รัฐธรรมนูญต้องหนุนสังคมให้เป็นธรรม และ 4 นำชาติไปสู่สันติสุข

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ สาระสำคัญในส่วนที่ 1 พลเมืองเป็นใหญ่ คือ 1. ยกระดับราษฎรให้เป็นพลเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องสร้างสำนึกในการเป็นพลเมืองและมีส่วนร่วมในการเมือง ดังนั้นการเข้ามาในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและสมัชชาพลเมือง ไม่เป็นไปเพื่อการแสวงหาผลตอบแทน 2.ขยายและเพิ่มสิทธิต่างๆ ที่เป็นสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง เช่น สิทธิในครอบครัว โดยรัฐจะต้องจัดหาที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และปัจจัยอื่นที่บริบูรณ์ สำหรับมารดาต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในการคลอดบุตรระหว่างทำงาน สิทธิในการศึกษา 15 ปี การประมูลคลื่นความถี่ จะต้องให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ไม่ใช่มุ่งหาผลประโยชน์แก่รัฐ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของสาธารณะ และรัฐมีหน้าที่ในการบังคับให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยจะต้องมีการปฏิรูปความสามารถทางการคลัง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ (progressive relation of right)

3.การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการบริหารประเทศของประชาชน โดยเฉพาะการจัดทำร่างกฎหมาย เมื่อประชาชนเข้าชื่อ 1 หมื่นคน แม้รัฐสภาจะสิ้นอายุ กฎหมายดังกล่าวก็ยังสามารถพิจารณาต่อเนื่องได้ เมื่อสภาใหม่เข้ามา ขณะที่อดีตจะต้องมีการลงมติของสภาชุดใหม่ก่อน นอกจากนั้นให้มีสมัชชาพลเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมของประชาสังคม ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ และประชาชนฯลฯ ในการให้ความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์การบริหารท้องถิ่น อีกทั้งยังมีสภาตรวจสอบภาคประชาชน โดยมาจากประชาชนกึ่งหนึ่ง รวมถึงสมัชชาพลเมืองและภาคประชาสังคมอย่างละ 1 ใน 4 โดยให้ ปปช. และ กกต.จังหวัด ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ 

4.ประชาชนสามารถลงมติถอดถอนคณะรัฐมนตรี สส. สว. โดยสมัชชาคุณธรรมฯ เป็นผู้ชี้มูลการผิดจริยธรรมไปยัง กกต. ซึ่งกรณีของคณะรัฐมนตรีจะต้องลงมติทั้งประเทศ ขณะที่ สส. สว. ให้ กกต. ขึ้นบัญชีให้คนในจังหวัดลงมติ เช่น หากข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบ การเลือกตั้งจะมีบัตร 3 ใบ คือ 1.เลือก สส.เขต 2 เลือก สส. บัญชีรายชื่อ และ 3.การลงมติตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนักการเมือง  ส่วนกรณีทุจริต ยังให้ ปปช. เป็นผู้ไต่สวนและให้รัฐสภาถอดถอนเช่นเดิม เพราะมีข้อมูลและขั้นตอนที่ซับซ้อน ไม่เหมาะที่จะให้ประชาชนพิจารณานอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้จัดลำดับของ สส. บัญชีรายเชื่อ เช่น ในบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ
ส่วนที่ 1 จะเป็นการเลือกรายชื่อจากที่พรรคได้จัดลำดับมาแล้ว ขณะที่ส่วนที่ 2 จะเป็นการเลือกรายชื่อที่ตนเองเห็นว่าสมควรจะได้รับเลือกในอันดับต้น เช่น พรรคอาจเลือกให้นางเออยู่ในลำดับที่ 1 แต่ประชาชนเห็นว่านายบีควรอยู่ในลำดับที่ 1 ก็สามารถเลือกพรรคดังกล่าวในส่วนที่ 1 เลือกคนที่เห็นว่าควรได้รับเลือกอยู่ในส่วนที่ 2 ซึ่งในการนับคะแนนจะนับ 2 ครั้ง คือบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ และจัดลำดับผู้สมัครที่ประชาชนเลือก

5.การออกประชามติโดยประชาชน เช่น กรณีทำโรงไฟฟ้า เขื่อน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ฯลฯ ที่ประทบต่อชุมชน อาจประชามติในระดับท้องถิ่นเป็นรายกรณี  และ 6. ร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอ หากรัฐสภาไม่เห็นชอบหรือ "คว่ำร่าง" ถ้ามี สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของรัฐสภา ก็อาจร้องขอให้มีการประชามติได้
สาระสำคัญในส่วนที่ 2 การเมืองสะอาดและสมดุล ได้แก่ 1. จะต้องมีผู้แทนที่ดี 2. จัดตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ประเมินจริยธรรมรัฐมนตรี สส. สว. เป็นรายบุคคลทุกปี ไต่สวนการทำผิดจริยธรรม แล้วส่งให้รัฐสภาหรือประชาชนถอดถอน 3. ผู้สมัครเป็นผู้แทนราษฎรจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินย้อนหลัง 3 ปี 4. เปิดเผยข้อมูลการใช้เงินของรัฐและหน่วยงานที่ทำธุรกรรมกับรัฐ

5.ส่งเสริมให้กกต. ปราบปรามการทุจริต โดยออกกฎหายเกณฑ์ ควบคุมการเลือกตั้ง และชี้ขาดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนการจัดการเลือกตั้งให้มีหน่วยงานรับผิดชอบแทน ขณะนี้ กกต. เป็นผู้ควบคุมและผู้จัดเองการเลือกตั้งเอง โดยขอความร่วมมีอจากข้าราชการในพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวคะแนน แต่ กกต. ไม่เคยจับกุมคนเหล่านี้ ฉะนั้นการแยก กกต. ออกมาเช่นนี้ จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการจับกุมผู้สมัครและผู้มีส่วนเกียวข้องได้ดียิ่งขึ้น  7. ป.ป.ช. มีอำนาจในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและหัวหน้าส่วนราชการเท่านั้น เช่น ปลัดและอธิบดี แต่ไม่รวมผู้มีสถานะเทียบเท่า ฯลฯ 8.ตั้งแผนกคดีวินัยการคัลและงบประมาณ 9 จัดตั้งสภาตรวจสอบพลเมือง เพื่อให้มีการถอดถอนโดยประชาชนในแต่ละพื้นที่

ด้านนพ.ชูชัย ศุภวงค์ รองประธานกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมมีการเรียกร้องตลอดให้เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองครั้งใหญ่ และปฏิรูปทั้งกระบวนการยุติธรรม ขจัดคอร์รัปชั่น ระบบเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ และการปฏิรูปที่ดินโดยกระจายที่ดินให้เกษตรกรอย่างเป็นธรรม ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีกลไกปฏิรูปเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 จนมาถึงวันที่ 22 พ.ค. 57 ที่เกิดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนมีการเปลี่ยนแปลงจนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นมา
ทั้งนี้ สปช.ได้รวบรวมข้อเรียกร้องทุกกลุ่มแล้วนำมาเป็นข้อเสนอและบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการเสนอให้ปฏิรูปในด้านต่างๆ และนำไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยด้านที่ประชาชนให้ความสนใจมาก คือ พลังงาน สิ่งที่เครือข่ายปฏิรูปพลังงาน ประกอบไปด้วยคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความรักชาติรักแผ่นดิน ซึ่งข้อเสนอได้ถูกรวบรวมผ่านสปช. ซึ่งได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว

ขณะที่ ด้านแรงงาน ผู้ใช้แรงงานได้เรียกร้องขอให้มีการรวมตัว เจรจาต่อรองได้  ขอให้มีการตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งเรียกร้องมา 10 ปี แต่ไม่มีการตอบสนอง ซึ่งก็ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วเช่นกัน ร่วมถึงการปฏิรูประบบราชการ ถือเป็นเครื่องมือหลักของบ้านเมือง ถ้าระบบราชการวิกฤติแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะสามารถปฏิรูประบบราชการได้ และอย่าหวังว่าจะปฏิรูปประเทศได้

นพ.ชูชัย กล่าวต่อว่า สังคมมีคำถามว่า การตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติจะเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่  คำตอบอยู่ที่ผลการทำงานในอนาคตข้างหน้า แม้แต่กลไกบางส่วนที่ไม่ได้มาจากรัฐประหาร แต่ทำลายชาติบ้านเมือง โดยไม่คิดปฏิรูปก็ไม่เคยถูกตั้งคำถามเหล่านี้เลย ไม่สามารถกลับไปแก้เหตุการณ์ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอดีต และหากสภาขับเคลื่อนฯ ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ในร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า ใน5 ปี ให้ทำประชามติ ว่าควรทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ ดังนั้นคำตอบคืออยู่ที่ประชาชน ส่วนร่างรัฐธรรมนญฉบับนี้ควรทำประชามติหรือไม่นั้น อยากเรียนว่าการปฏิรูปอยากจะประสบความสำเร็จ หากไม่ได้รับฉันทามติจากประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ เพราะมีแต่พลังพลเมืองเท่านั้นที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช กล่าวว่า การจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะต้องการให้การปฏิรูปเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 120 คน มีอำนาจหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูป รวมถึงติดตามการทำหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานรัฐ ซึ่งหากจะเสนอแนวทางในการปฏิรูปเพิ่มเติม สามารถทำได้โดยการขอความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ จากสมาชิกอย่างน้อย 3 ใน 4  ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ ก็สามารถขอความเห็นชอบจากสมาชิกอย่างน้อย 3 ใน 4 เพื่อทำการประชามติ

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า เรียกได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปรองดอง ที่จะเปลี่ยนระบบการเมืองไม่ให้กลับไปเหมือนเดิม โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศด้วยพรรคการเมืองกลุ่มเดียว เพราะในอนาคตจะต้องขับเคลื่อนโดยรัฐบาลแบบผสม ไม่ใช่การมอบอำนาจให้กับผู้แทนราษฎรไปแล้ว จะขาดส่วนร่วมกับการเมือง นอกจากนั้นยังมีการกำหนดบทบัญญัติในส่วนนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐจะต้องขับเคลื่อน ไม่ใช่การปล่อยให้มีการตัดสินใจด้วยคนเพียงบางกลุ่ม

ประเด็นสุดท้ายคือการสร้างความปรองดอง หากการปฏิรูปโดยไม่ปรองดอง จะเหมือนกับการปรบมือข้างเดียว ทั้งนี้คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ จะเป็นองค์กรอิสระจากรัฐ ประกอบด้วยสมาชิก 15 คน ส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ที่อยู่ในความขัดแย้ง ซึ่งมาจากคนละฝ่ายอุดมการณ์ อย่างไรก็ตามองค์กรนี้จะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการแข้ความขัดแย้ง รวมถึงการเสนอกฤษฎีกาอภัยโทษต่อรัฐบาลด้วย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน