posttoday
ยกหนี้ครัวเรือนเป็นวาระแห่งชาติ

ยกหนี้ครัวเรือนเป็นวาระแห่งชาติ

04 มีนาคม 2558

ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีวี่แววว่าจะลดลงเลย

ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีวี่แววว่าจะลดลงเลย กำลังจะสร้างปัญหาให้กับประเทศในอนาคต สถาบันคีนันแห่งเอเชียเปิดผลโครงการวิจัยเชิงลึก "คนไทยก้าวไกลใส่ใจการเงิน” ที่ได้ดำเนินการในปี 2557 พบว่า หนี้ครัวเรือนของไทยกำลังจะแซงเป็นที่หนึ่งของกลุ่มประเทศในอาเซียนแล้ว เพราะตอนนี้อยู่ที่ 85% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ใกล้จะแซงประเทศมาเลเซียที่มีหนี้มากที่สุดอยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว และอาจลุกลามเป็นวิกฤตชาติ

ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานสถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องร่วมมือกันระหว่างรัฐ เอกชน และทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมด้วย ควรยกเป็นวาระแห่งชาติ เพราะทุกวันนี้การแก้ไขหนี้เป็นแบบต่างคนต่างทำ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ทำ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็มี กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็มีทำ แต่ยังไม่เป็นภาพใหญ่ที่เป็นระบบ ซึ่งงานวิจัยและแนวทางแก้ไขที่กำลังจัดรวบรวมในการแก้หนี้ครัวเรือนจะมีการส่งให้ทางภาครัฐพิจารณาด้วยในเร็วๆ นี้ เพื่อหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ ปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงทำให้กลุ่มเหล่านี้มีการก่อหนี้มี 3 ประการ คือ 1.มีระดับความรู้ทางการเงินน้อย 2.ทัศนคติต่อการบริการจัดการการเงินส่วนบุคคลต่ำ ใช้จ่ายสูงตั้งแต่ยังไม่สามารถหารายได้เป็นของตัวเอง ทำให้การก่อหนี้และการออมไม่สมดุล

เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 15% มาตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่อัตราการออมกลับต่ำลงต่อเนื่อง จากช่วงปี 2545-2550 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.2% ต่อปี ลดลงเหลือเพียง 4.6% ต่อปี ในช่วงปี 2551-2553 และข้อมูลล่าสุดในปี 2555 มีอัตราการออมลดลงเหลือแค่ 1.2% ต่อปีเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันคนกลุ่มนี้เริ่มเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น แต่ขาดทักษะความรู้ในการจัดการเงินออม หรือถึงมีเงินก็ไม่ค่อยมีความรู้ในการนำเงินไปลงทุน และ 3.ความไม่สมดุลของการเข้าถึงแหล่งเงินและการกลไกการควบคุมดูแลหรือการป้องกันของทางการ เพราะทุกวันนี้แต่ละองค์กรแต่ละหน่วยงานแยกกันทำงานเรื่องนี้ ยังไม่เกิดภาพใหญ่ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

นายปิยะบุตร กล่าวว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของไทยในปัจจุบันไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่พอคนมีการใช้จ่ายเยอะก็ทำให้มีปัญหา เพราะเด็กนักเรียนนักศึกษาเล่น กิน เที่ยวเก่งมาก ซึ่งแนวโน้มนี้เป็นปัญหาในหลายประเทศ ดังนั้นจึงต้องเน้นให้ความรู้ทางการเงินกับคนไทยตั้งแต่เด็ก ให้เข้าใจการบริหารด้านการเงินแบบง่าย รู้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอก ไม่ใช่ดอกเบี้ย 1% แต่จริงๆ คิดดอกเบี้ย 4-5% ซึ่งเขาไม่รู้ ถ้าสอนให้รู้จักการคำนวณดอกเบี้ยเป็น ปัญหาการก่อหนี้ก็อาจจะลด และถ้าคนมีความรู้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็จะจัดการด้านการเงินดีขึ้น  หากรู้จักออมและลงทุนเหมือนที่เราพยามทำกับเด็กแต่เนิ่นๆ และหากการออมแบบสมัครใจไม่เพียงพอ ภาครัฐก็ควรจัดการออมภาคบังคับด้วย เช่น กองทุนการออม กองทุนแรงงาน ที่กำลังดำเนินการก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะปัจจุบันเงินกู้โต 15% แต่เงินออมโต 1.2% เท่านั้น

ด้าน นายดาเรน บัคลีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ในฐานะตัวแทนมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า หน่วยงานรัฐ ทั้ง ธปท. ก.ล.ต. มีการคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีอยู่แล้ว แต่ด้วยการทำงานที่ยังแยกกันทำกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ไม่รวมเป็นภาพใหญ่การทำงานอาจจะยังไม่เป็นระบบนัก ซึ่งปัญหานี้ที่พูดถึงในระบบขณะนี้ที่ 85% ของจีดีพี เป็นแค่ 1 ใน 3 ของหนี้นอกระบบ ซึ่งถ้าปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะเป็นภาระของภาครัฐที่ต้องเข้ามาช่วย เพราะถ้าไม่ช่วยเศรษฐกิจก็จะโตล่าช้าสุดท้ายก็จะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินประเทศอยู่ดี

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI