
ฟัน ‘อภิสิทธิ์-สุเทพ’ ลดแรงเสียดทาน
กลายเป็นวิบากกรรมที่วนกลับมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งให้ทั้งคู่มาแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน จากพฤติกรรมส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่อันเป็นเหตุให้ถอดถอน
กลายเป็นวิบากกรรมที่วนกลับมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งให้ทั้งคู่มาแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน จากพฤติกรรมส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่อันเป็นเหตุให้ถอดถอน
จากกรณีสั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 10-19 เม.ย. 2553 โดยเฉพาะภายหลังจากที่ได้มีการใช้กำลังทหารเพื่อขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
เรียกได้ว่าเป็นอีกคดีใหญ่ท่ี่สุ่มเสี่ยงต่ออนาคตของทั้งอภิสิทธิ์อดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งเป็นคนออกคำสั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุม ที่จะต้องไปพิจารณาตามกระบวนการต่อไป
แต่ผลพลอยได้จากการลงดาบของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ย่อมช่วยบรรเทาแรงกดดันที่ถาโถใส่ ป.ป.ช.ให้ลดน้อยถอยลงไปแถมยังช่วยลบข้อครหา เรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่ขั้วอำนาจเก่าหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีเรื่อยมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร
ดังจะเห็นว่าที่่ผ่านมาสมาชิกพรรคเพื่อไทยไล่มาตั้งแต่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูก ป.ป.ช. ไล่เอาผิดหลายเรื่องหลายฐานความผิดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แถมยังมีอีกหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและเกี่ยวกับข้อง สส.กว่าร้อยคน
ร้อนจนทั้งเพื่อไทยและเสื้อแดงต้องเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวสร้างแรงกดดันต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ถึงขั้นเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเครื่ององค์กรอิสระที่ถูกมองว่าเป็น “หอกข้างแคร่” ของฝ่ายบริหาร
แม้ที่ผ่านจะมีคดีที่เก่ี่ยวข้องกับฝั่งประชาธิปัตย์หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ่านเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ป.ป.ช. แต่มักจะถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าคดีคืบหน้าอย่างล่าช้า หลายคดีถูกดองไว้นานหลายปี
ตรงกันข้ามกับคดีในซีกฝั่งเพื่อไทยที่ติดสปีดพิจารณาแซงหน้าคดีเก่าๆ ของประชาธิปัตย์ จนกลายเป็นแรงเสียดทานเพิ่มเติม ที่ ป.ป.ช.ต้องแบกรับมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น การที่คดีใหญ่ของฝั่งประชาธิปัตย์มีความคืบหน้าย่อมช่วยลดแรงเสียดทานต่อ ป.ป.ช.ลงไปได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงแค่การแจ้งข้อกล่าวหา ยังไม่ใช่การชี้มูลความผิด แต่ก็เป็นสัญญาณว่า ป.ป.ช.ไม่ได้นิ่งเฉย แม้บางฝ่ายจะออกมาดักคอว่าสุดท้าย ป.ป.ช.คงไม่ชี้มูลความผิดและยุติคดีนี้ในที่สุด
แต่หากจับสัญญาณ ป.ป.ช.รอบนี้ อาจไม่เป็นอย่างที่หลายคนดักคอ ดังจะเห็นจากเหตุผลประกอบการแจ้งข้อกล่าวหา
“ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นผู้มอบนโยบายในการขอคืนพื้นที่ กลับละเว้นไม่สั่งระงับยับยั้ง ทบทวนวิธีการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้กำลังทหารและวิธีการควบคุมการปฏิบัติงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น รวมถึงไม่ได้ปรับแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องสอดประสานกันทั้งในระดับนโยบาย”
ไปจนถึงสาเหตุให้ พัน คำกอง และ คุณากร ศรีสุวรรณ เสียชีวิต ซึ่งปรากฏตามคำสั่งไต่สวนการชันสูตรพลิกศพของศาลว่า ความตายเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานทหาร ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องถูกเชื่อมโยงไปถึงคนสั่งการ
ทว่าประเด็นนี้ อภิสิทธิ์ ซึ่งเวลานั้นแม้จะมีเกราะป้องกันเป็น พ.ร.บ.กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจเพราะผลความเสียหายรุนแรงถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต หรือ น้ำหนักคำชี้แจงว่าในสถานการณ์ที่มีการก่อการร้ายมีการใช้อาวุธ หากไม่ทำอะไรเลยจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และยืนยันว่าการดำเนินการเวลานั้นปฏิบัติตามกฎหมายและปรับแผนยุทธศาสตร์หลีกเลี่ยงความสูญเสียตลอดเวลา
สุดท้ายขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของ ป.ป.ช.ว่าจะมีมติอย่างไรต่อไป จะสามารถหาคนรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน หรือเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดได้บ้าง
ต้องอย่าลืมบิ๊ก คสช.หลายคนทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ไปจนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.ในขณะนั้น ล้วนแต่ร่วมอยู่ในคณะทำงานเวลานั้น
อีกด้านหนึ่งคดีนี้ยังอาจถูกมองว่าเป็นการลากให้คู่ขัดแย้งเข้าสู่ “เงื่อนไข” เข้าสู่กระบวนการปรองดองโดยเฉพาะประเด็น “อภัยโทษ” ที่พูดถึงเวลานี้ หากอภิสิทธิ์และสุเทพมีคดีติดตัวอาจช่วยให้การเดินหน้าอภัยโทษง่ายขึ้น
แต่ไม่ว่าฉากจบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร รอบนี้ ป.ป.ช.ก็มีแต่ได้







