
มัจจุราชบนถนนหลวง
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
อาจจะไม่เป็นข่าวใหญ่เท่ากับเรื่องของมหาเถรสมาคมกับวัดพระธรรมกาย แต่น่าสลดใจและอาจมีผลกระทบกับชื่อเสียงของประเทศชาติมากกว่า นั่นก็คือเรื่องนักปั่นจักรยานต่างชาติที่อยู่ในระหว่างการทำสถิติโลกถูกรถกระบะเฉี่ยวชนตายบนถนนมิตรภาพระหว่างทางจากขอนแก่นไปโคราช
ผู้ตายชื่อ ฮวน ฟรานซิสโก กิเยร์โม เป็นชาวชิลีวัย 48 ปี มีภรรยาเชื้อสายสิงคโปร์ปั่นมาด้วยกัน พร้อมกับลูกน้อยวัย 2 ขวบในรถพ่วง กิเยร์โมตายคาที่ ส่วนภรรยาและลูกบาดเจ็บ คนขับให้การว่าเป็นทางโค้งมองไม่เห็น แต่ที่ชัดเจนคือขับมาเร็ว เพราะชนแล้วเสียหลักพลิกคว่ำ คนขับวัย 64 ปีไม่ได้หลบหนีและถูกตั้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ
เป้าหมายของ กิเยร์โม คือการได้จารึกในกินเนสบุ๊กว่าได้ปั่นจักรยาน 2.5 แสนกิโลเมตร ใน 5 ทวีป โดยใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี ซึ่งเขาได้เริ่มปั่นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2010 จะครบ 5 ปีในเดือน พ.ย.ปีนี้
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักปั่นจักรยานรอบโลกชาวต่างประเทศเอาชีวิตมาทิ้งในเมืองไทย ก่อนหน้านี้ 2 ปี คือในเดือน ก.พ. 2013 ก็มีนักปั่นชายหญิงชาวอังกฤษ 2 คนถูกรถกระบะชนตายที่ จ.ฉะเชิงเทรา คนขับให้การว่าก่อนชนก้มลงหยิบโทรศัพท์มือถือ
ผมไม่อยากให้เรามองว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ปล่อยให้เป็นข่าวต่อไปอีกไม่กี่วันเรื่องก็จะเงียบไปเอง ประเด็นที่ผมเป็นห่วงและอยากพูดถึงคือเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยกับระบบและวัฒนธรรมของบ้านเรา
ผมขอไล่เรียงไปทีละเรื่องนะครับ ดังนี้
เรื่องแรก การปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมทั่วโลกมากขึ้นเป็นลำดับ มีทั้งเพื่อการกีฬา การเดินทางและการท่องเที่ยว โดยเป็นกิจกรรมที่ออกแนวอนุรักษ์ ไม่ต้องใช้พลังงานภายนอก และไม่ทำให้โลกร้อน การออกกำลังกายแนวนี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ช่วยเสริมสร้างพละกำลังและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อหัวใจ และมีข้อดีคล้ายกีฬาว่ายน้ำ คือไม่ทำให้ข้อเสื่อม
เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้จักรยานมีน้ำหนักเบา มีความคล่องตัวสูง ใช้เดินทางได้ไกลโดยไม่เหนื่อยแรงมาก รวมทั้งพกพาหรือนำติดตัวไปได้ง่าย เช่น เอาขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ เมื่อไปถึงก็ใช้ปั่นท่องเที่ยวได้เป็นระยะทางไกลๆ ใช้เวลาหลายวัน บางครั้งเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน จะไปเดี่ยวหรือไปเป็นกลุ่มก็ได้
เรื่องที่สอง ประเทศไทยเหมาะกับการท่องเที่ยวแนวนี้ คืออยู่ในเขตร้อน กลางวันยาว ฤดูหนาวไม่มีอุปสรรคจากหิมะและ
น้ำแข็ง ที่พักหาง่ายและไม่แพง หาโรงแรมไม่ได้ก็นอนตามวัดได้ ห้องน้ำห้องท่าและอาหารการกินสะดวก ใช้บริการตามปั๊มน้ำมันได้ ผู้คนเป็นมิตรและอัธยาศัยดี สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมีหลากหลาย เช่น วัดวาอารามและชีวิตชนบท
สภาพถนนหนทางในบ้านเราโดยเฉลี่ยค่อนข้างดี ส่วนใหญ่ลาดยาง และเป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่ว แผนที่ก็ใกล้เคียงกับสภาพที่เป็นจริง ทำให้สามารถวางแผนการเดินทางได้ล่วงหน้า ไม่ต้องกลัวหลงหรือตกอยู่ในภาวะอันตรายไม่มีทางออก
เรื่องที่สาม มาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน นี่เป็นจุดอ่อนที่ชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยใหม่ๆ หรือมาเป็นครั้งแรกอาจนึกไม่ถึง เพราะสภาพภายนอกดูเกือบจะเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ลึกลงไปกลับมีมหันตภัยที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ พร้อมที่จะออกมาคร่าชีวิตผู้คนที่ระวังตัวไม่ดีพอ
ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ จักรยานและคนเดินจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ คนขับรถยนต์จะต้องหยุดให้ไปก่อน แต่ในบ้านเรามักจะไม่เป็นเช่นนั้น มีนักข่าวฝรั่งที่วิเคราะห์ไว้อย่างน่าฟังว่า อำนาจบาตรใหญ่บนถนนเมืองไทยแปรผันตามขนาดและน้ำหนัก กล่าวคือรถบรรทุกกับรถบัสจะมาก่อน ถัดมาก็เป็นพวกรถบรรทุกเล็ก รถกระบะ และรถเก๋ง แล้วจึงมาถึงรถจักรยานยนต์ ต่ำต้อยที่สุดคือจักรยานและคนเดิน เหมือนปลาซิวปลาสร้อยในท้องทะเล ถ้าไม่รู้จักหลบหลีก ก็จะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของปลาที่ตัวโตกว่า
มีการวิเคราะห์ด้วยว่า ยวดยานพาหนะจำนวนมากในบ้านเรามีมาตรฐานด้านความปลอดภัยไม่ดีพอ ส่วนใหญ่จะมีเครื่องยนต์ที่แรงเกินตัว รวมทั้งมักจะมีการดัดแปลงและต่อเติมอย่างผิดกฎหมาย เช่น เพื่อให้บรรทุกได้มากขึ้น
คนขับรถส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างถูกวิธี นอกจากนี้บ่อยครั้งที่เวลาทำงานของคนขับจะยาวนานจนเกินสมควร ทำให้เกิดความเครียด ความเหนื่อยล้า หรือความง่วงนอน การมึนเมาสุราและยาเสพติดขณะขับขี่เป็นเรื่องที่มีให้เห็นทั่วไป
ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นคือ การบังคับใช้กฎหมายมีความหละหลวมในเกือบจะทุกๆ ด้าน บ่อยครั้งมีเรื่องของสินบนและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
นักข่าวฝรั่งวิจารณ์ต่อไปว่า คนขับชอบยกเรื่องต่างๆ ขึ้นมาแก้ตัว โดยที่คนตายไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาตอบโต้ ส่วนครอบครัวของผู้ตายในต่างประเทศก็มักจะไม่อยากมาค้าความด้วย จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานฝ่ายไทย ซึ่งในที่สุดโทษทัณฑ์ก็มักจะเบาหวิวไม่สาสมกับความผิด เช่นในกรณีของนักปั่นชาวอังกฤษ 2 คนที่เสียชีวิต คนขับถูกปรับแค่ 2,000 บาท แล้วเรื่องก็จบ
ผมอยากให้ข้อสังเกตว่า เสียงบ่นต่างๆ เหล่านี้ในวันนี้ยังไม่รุนแรง และอีกไม่นาน หากไม่มีเรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีก คนก็จะลืม
ปัญหาอยู่ที่ว่า จะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกจริงหรือ
ผมเชื่อว่ากระแสความนิยมปั่นจักรยานจะยังไม่หมดไปง่ายๆ ในบ้านเราเองนั้นจำนวนนักปั่นทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น ผมไม่อยากเห็นเรื่องสลดแบบนี้เกิดซ้ำซากหรือเกิดขึ้นอีก จึงอยากขอให้รัฐบาลรีบดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย
ลองนึกภาพว่า หากเราโชคร้าย ก่อนที่เรื่องจะถูกลืมก็เกิดมีนักปั่นต่างชาติถูกชนตายขึ้นมาอีกในบ้านเรา จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียมากเพียงใด หากยังนึกไม่ออก ผมก็อยากให้นึกถึงสายการบินมาเลเซียที่เครื่องบินลำหนึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ไม่นาน อีกลำหนึ่งก็ถูกยิงตกในยูเครน ทำให้ธุรกิจการบินและชื่อเสียงของมาเลเซียป่นปี้ ไม่ทราบว่าอีกกี่ปีจึงจะเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้
ก่อนจบ ผมอยากฝากให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวในต่างประเทศว่า ชนคนตายไป 2 คน เสียค่าปรับไปแค่ 2,000 บาท ถ้าไม่จริงก็ต้องหาทางแก้ข่าว แต่ถ้าจริงก็ต้องหาทางแก้ไขไม่ให้เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอีกในอนาคต







