
วิษณุเรียกสำนักพุทธฯแจงปัญหามติมหาเถร
“วิษณุ” เรียกพศ.รายงาน แจงเหตุปัญหามติมหาเถรกรณี “ธัมมชโย” ระบุปมปาราชิกเป็นอำนาจสงฆ์ชี้ขาด รัฐทำได้แค่สอบสหกรณ์ยูเนี่ยน
“วิษณุ” เรียกพศ.รายงาน แจงเหตุปัญหามติมหาเถรกรณี “ธัมมชโย” ระบุปมปาราชิกเป็นอำนาจสงฆ์ชี้ขาด รัฐทำได้แค่สอบสหกรณ์ยูเนี่ยน
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายแก้ไขปัญหาความเห็นต่างมติมหาเถรสมาคม(มส.)กรณี พระเทพญาณมหามุนี พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า เรื่องนี้มีหลายมิติ ทั้งทางศาสนา กฎหมาย มวลชน ต้องทำงานประสานงานกระทรวงยุติธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) นายกฯจึงมอบหมายให้เข้ามาดูอีกชั้นหนึ่ง และวันนี้ได้เรียกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)เข้ามารายงานที่มาที่ไปเรื่องนี้
"หลักที่รัฐบาลต้องยึดคือ เมื่อเรื่องนี้ไปเกี่ยวกับศาสนา วัด พระ ต้องเข้าใจก่อนว่า บทบาทบางเรื่องรัฐบาลต้องทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ บางเรื่องรัฐบาลทำไม่ได้ เรื่ององค์กรอิสระบางทีรัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ นี้เป็นเรื่ององค์กรศาสนามีกฎหมายรองรับอยู่ต่างหาก คือมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ คณะรัฐมนตรีเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากไม่ได้ บ้านเมืองจะไปตรวจมส.ได้อย่างไร แม้แต่มติมส.ไม่ต้องขึ้นศาลปกครองเลย"นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า การที่จะอาบัติปาราชิกหรือไม่ พระต้องเป็นคนชี้ เพราะเป็นเรื่องทางสงฆ์ ส่วนเหตุแห่งการปาราชิก เรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมืองต้องตัดสิน รัฐก็จะรวบรวมหลักฐานเสนอพระไปดูแลเท่านั้น จบอยู่แค่นั้น รัฐบาลคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร นอกเสียจาก ชี้ว่าปาราชิกแต่ไม่ยอมสึก และบังเอิญเรื่องนี้กล่าวหาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ซึ่งลำพังสหกรณ์รัฐพยายามหาหลักฐานดำเนินคดีอยู่แล้ว ว่ามีเงินทองไหลไปทางไหน เกิดเรื่องเชื่อมโยงขึ้น ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ เรื่องอาจสั้นจบไปได้ แต่เพราะมีเรื่องนี้หรือมีเรื่องอื่นต่อไปอีก เป็นความผิดทางกฎหมาย และเป็นอำนาจบ้านเมือง ที่รัฐบาลจะเข้าไปเกี่ยวข้องเฉพาะอำนาจรัฐบาลเท่านั้น เรื่องนี้มีหลายมติ ถ้าเอามติศาสนาเข้ามาจับอย่างเดียวก็มีคำตอบ ถ้าเอามิติทางด้านกฎหมายเข้ามาจับก็มีคำตอบมิติทางกฎหมาย
“เรื่องนี้มีมิติทั้งทางกฎหมาย ศาสนา ศรัทธาของประชาชน เรามองข้ามไม่ได้ และมีศรัทธาทั้ง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งอยากให้วงการพระสงฆ์ไม่มัวหมอง กลัวสูญเสียศรัทธา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างไร เชื่อเสียแล้วว่าเป็นอย่างนั้น เป็นมิติด้านศรัทธา ทำให้เกิดมิติมวลชนขึ้นมา อีกมิติหนึ่ง เราไม่ต้องการเห็นเรื่องนี้เป็นชนวนนำไปสู่ความแตกแยก การปฏิรูปดีอยู่ แต่การปฏิรูปต้องเข้าใจว่าต้องทำไปพร้อมกับการสร้างความปรองดอง แต่ถ้าปฏิรูปแล้วทำให้แตกร้าวขึ้นมา มันเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเยอะในเรื่องนี้ เรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะละเอียดอ่อนอย่างไร ถ้ามีมูลผิดทางกฎหมายก็ต้องดำเนินการในส่วนนั้นไป”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า ความจริงการปฏิรูป ไม่ได้หมายถึงปฏิรูปตัวศาสนา เพราะเป็นเรื่องใหญ่ ความหมายจริงๆ คือปฏิรูปวงการศาสนา วงการพระ แต่จะทำอะไรก็ตาม หัวใจตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ขึ้นมาเพื่อปฏิรูป แต่อย่าลืมต้องทำคู่กับการปรองดอง การปฏิรูปทั้งหลายต้องนำไปสู่ความปรองดอง ถ้าปฏิรูปแล้วทำให้เกิดความหวั่นไหว ขัดแย้ง ก็ต้องระวัง ที่พูดไม่ใช่ว่า ทำไม่ได้ แต่ต้องทำให้ได้ เมื่อมีปฏิรูปก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็ไปกระทบทั้งนั้น ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ในการเสนอความเห็น ให้ข่าว ถ้อยคำ ภาษาคำพูด ในที่สุดมันจะกระทบกระทั่ง ส่ิงที่คิดจะทำไม่สำเร็จ ผิดพลาดเพราะคำพูด ไม่ชักชวนให้เกิดการปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูปต้องได้ใจคนทั้งหมด ขอเวลาทำงานกับนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักพัก ขอดูเอกสารก่อน ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็น แต่จะเห็นในไม่ช้านี้







