
ปีนี้หนี้ทะลุ 88% คนเบี้ยน้อย-เกษตรกรหนัก
“การสิ้นสุดของมาตรการรถคันแรก ความกังวลเกี่ยวกับรายได้และการมีงานทำในอนาคต รวมถึงภาระหนี้สินที่ต้องชำระคืนทำให้การก่อหนี้ของครัวเรือนชะลอลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่ชะลอตัวลงทั้ง 4 ไตรมาสของปี 2557 ที่ 10.7% 8.8% 8% และ 7.4% ตามลำดับ ส่วนใหญ่การก่อหนี้เพิ่มขึ้นในส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่หนี้เพื่อซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ลดลง” ชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าว
“การสิ้นสุดของมาตรการรถคันแรก ความกังวลเกี่ยวกับรายได้และการมีงานทำในอนาคต รวมถึงภาระหนี้สินที่ต้องชำระคืนทำให้การก่อหนี้ของครัวเรือนชะลอลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่ชะลอตัวลงทั้ง 4 ไตรมาสของปี 2557 ที่ 10.7% 8.8% 8% และ 7.4% ตามลำดับ ส่วนใหญ่การก่อหนี้เพิ่มขึ้นในส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่หนี้เพื่อซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ลดลง” ชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในระดับหนี้ครัวเรือนที่ทะลุขึ้นเป็น 85% ยอดเพิ่มเป็น 10.22 ล้านล้านบาท และยอดการค้างชำระหนี้เกิน 3 เดือนที่ทะลักขึ้นมาอย่างน่าตกใจทำให้หนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องที่ต้องเกาะติดและต้องเร่งสร้างวินัยและส่งเสริมการออม ปลูกฝังพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างประหยัด เพื่อสร้างความมั่นคงของครอบครัวและชีวิตในวัยเกษียณ
รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ต้องเฝ้าระวังยอดการผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย เช่น กลุ่มเกษตรกร และคนงานทั่วไป เพราะกลุ่มนี้มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สูงถึง 85-89% หากคนกลุ่มนี้ใช้หนี้คืนแม้เพียง 17-18% ของรายได้ทั้งหมด ก็จะส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในครัวเรือน พร้อมทั้งมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อพิจารณาตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน ในไตรมาส 4/2557 พบว่า มีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 30.4% คิดเป็นมูลค่า 14,238 ล้านบาท ส่วนยอดค้างจ่ายหนี้บัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 25.3% คิดเป็นมูลค่า 8,316 ล้านบาท
ชุตินาฏ กล่าวว่า แนวโน้มของหนี้ครัวเรือนในปี 2558 นั้นจะยังเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มในอัตราที่ชะลอลงจากการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน การชะลอก่อหนี้ใหม่ของกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ขณะที่รายได้โดยรวมจะไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำที่คงที่ ราคาสินค้าเกษตรก็ยังลดลง ทำให้คาดว่าหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในสิ้นปี 2558 จะอยู่ที่ 87-88%
ทั้งนี้ แม้ระดับหนี้ครัวเรือนจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ไทยถือว่ามีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยมีระดับใกล้เคียงกับมาเลเซีย ต่ำกว่าญี่ปุ่น แต่สูงกว่าสิงคโปร์ แต่ในภาพรวมแล้วไม่ถือว่าอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง
ขณะที่ ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ในปี 2557 สศช.พบว่าการจ้างงานอยู่ที่ 38.08 ล้านคน ลดลง 0.4% อัตราว่างงานต่ำ 0.84% คิดเป็นผู้ว่างงานอยู่ 322,675 คน ซึ่งภาพรวมของตลาดแรงงานยังคงตึงตัว
ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นช้า โดยไตรมาส 4 ของปี 2557 การมีงานทำลดลง 0.1% เป็นการลดลงของการมีงานทำในภาคเกษตร 4.9% ส่วนนอกภาคเกษตรมีอัตราการมีงานทำเพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่อัตราการว่างงาน 0.61% เมื่อเทียบกับ 0.66% ในปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งถูกดูดซับโดยภาคนอกเกษตรที่ยังต้องการแรงงานพื้นฐานจำนวนมาก
ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์ค่าจ้างแรงงานที่ไตรมาส 4/2557 พบว่ามีค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อหักเงินเฟ้อ 1.1% แล้วพบว่าค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 3% ทำให้ทั้งปี 2557 ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 1.3% ซึ่งการปรับขึ้นของค่าจ้างดังกล่าวขยายตัวสูงกว่าจีดีพีที่ขยายตัว 0.7% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องระมัดระวังที่อาจเข้ามากระทบต่อภาวะการจ้างงาน ได้แก่ ปัญหาภัยแล้งที่จะส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานในภาคเกษตร ซึ่งในปี 2558 เริ่มมีสัญญาณความรุนแรงของภาวะภัยแล้งที่เร็วกว่าปกติ ซึ่งตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557-ก.พ. 2558 พบว่ามีจังหวัดที่มีปัญหาภัยแล้งแล้ว 17 จังหวัด 54 อำเภอ 316 ตำบล รวม 3,208 หมู่บ้าน หรือคิดเป็น 4.28% ของจำนวน 74,963 หมู่บ้านทั่วประเทศ
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยตลาดแรงงานจะยังอยู่ในภาวะตึงตัว เนื่องจากเศรษฐกิจในปี 2558 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงทิศทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีความชัดเจนมากขึ้น คาดว่าจะมีการขยายตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นและมีความต้องการทั้งแรงงานระดับพื้นฐานและแรงงานฝีมือ
สศช.ระบุว่า ปัญหาสำคัญของภาคแรงงานไทย คือ ผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นช้า โดยเฉพาะแรงงานนอกภาคเกษตรหรือภาคอุตสาหกรรมนั้นในปี 2557 จ้างงานเพิ่มขึ้น 1.6% แต่ผลิตภาพแรงงานกลับลดลง 2.6% สะท้อนผลผลิตเพิ่มขึ้นช้ากว่าปริมาณการจ้างงาน และเมื่อประเมินย้อนหลัง 10 กว่าปีที่ผ่านมา (2544-2557) พบว่าผลิตภาพแรงงานไทยเพิ่มขึ้น 2.9% เท่านั้น และยังขาดทักษะจำเป็น เช่น ภาษาต่างประเทศ ความคิดสร้างสรรค์ในการวิเคราะห์







