
ขันนอต กม.คุมโจรขายของขโมย
โดย...อุเทน ชาติภิญโญ
โดย...อุเทน ชาติภิญโญ
ถือฤกษ์เปิดศักราชปีใหม่จีน อวยพรท่านผู้อ่านทุกท่านตามธรรมเนียมจีน
&>6032;&>7491;&>2914;&>4847; &>6032;&>4180;&>1457;&&6130; &*0857;&&9532;&&1934;&&1070;ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ หลงหม่าจิงเฉินหรือแปลเป็นไทยว่า “ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ขอให้ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง”ส่วนบรรดาผู้มีอำนาจในตอนนี้ ก็เติมไปอีกประโยคที่ว่า &>0107;&>0107;&&9034;&>1033; ชื่อชื่อชุ่นลี่ แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “ขอให้ทุกเรื่องราบรื่น” ก็หมายรวมไปถึงโรดแมปที่ท่านวางเอาไว้ด้วย และหวังว่าจะราบรื่นจนมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2559
ตามที่ท่านผู้นำไปรับปากกับนานาประเทศเอาไว้ ราบรื่นในที่นี้ ก็ไม่อยากให้บรรดาผู้มีอำนาจหวังแค่ได้รับคำเยินยอสรรเสริญหรือคำชมเชยที่รื่นหูเท่านั้น อยากให้เปิดใจกว้างรับฟังข้อเสนอแนะท้วงติงจากทุกๆ ฝ่ายด้วย เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในแนวทางนโยบายที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ และดูท่าจะไม่สำเร็จตามคำที่คุยโม้เอาไว้
ไม่ใช่ว่าใครออกมาติติงเสนอแนะ ก็เหมารวมไปว่าต้องการสร้างความแตกแยก เหมือนอย่างที่กวักมือเรียกบรรดาแกนนำทางการเมืองของขั้วอำนาจเก่าไปปรับความเข้าใจเป็นแถวเมื่อเดือนก่อน หลังออกมาคอมเมนต์การเมืองจนรัฐบาล คสช.รับไม่ได้
หลายคนมองว่าเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่มุมมองส่วนตัวเห็นว่าเป็นการเติมเชื้อฟืนมากกว่า เพราะเป็นการขยายปมความใจแคบและความไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลและ คสช.เองด้วย ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน ยิ่งทำอย่างนี้ก็เท่ากับซุกขยะไว้ใต้พรม คสช.และองคาพยพทำอะไรไม่ถูกใจก็พูดอะไรไม่ได้ แต่เก็บไว้ในใจ รอวันที่จะปะทุออกมาสู้ คสช.เปิดใจกว้างรับฟังอย่างที่พร่ำบอกไว้จะดีกว่า ป้องกันการเกิดคลื่นใต้น้ำในอนาคตด้วย
ความใจแคบของผู้มีอำนาจนี่แหละที่เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ผมในฐานะผู้หวังดีกับ คสช.คนหนึ่งขอหยุดการแสดงความคิดเห็น-ข้อเสนอแนะต่างๆ ผ่านสังคมออนไลน์ อย่างที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองแล้วว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์ ผู้มีอำนาจใน คสช.ไม่คิดจะเปิดใจรับฟัง พิสูจน์แล้วตลอดระยะเวลา 9 เดือนเต็มของ คสช. หรือ 5 เดือนกว่าของรัฐบาล ที่มีภาคส่วนต่างๆ ในฐานะผู้หวังดีออกมาติติงเสนอแนะหลายๆ ประเด็น เพื่อให้บรรดาผู้มีอำนาจฉุกคิดหรือรับไอเดียไปสานต่อ
แต่ดูเหมือน “ท่านผู้นำ” และ “พลพวก” จะเลือกที่จะฟังจากคนใน-คนข้างตัวเท่านั้น ทั้งๆ ที่หลายเรื่องก็ไม่ได้ผลและอีกหลายเรื่องก็พังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม คล้ายกับว่าอยากฟังอะไรที่มันรื่นหูมากกว่าข้อติติงวิพากษ์วิจารณ์ หนักไปกว่านั้นยังไม่เคยที่จะติดใจในเครื่องหมายคำถามถึงฝีไม้ลายมือที่ปะอยู่บนหน้าผากของขุนพลที่ชักชวนเข้ามาช่วยหยิบจับงานบริหารประเทศ เหมือนที่คนอื่นเขาติดใจสงสัย เพราะไล่ดูปูมหลังแต่ละคนแล้วก็คนหน้าเดิมๆ ที่เคยร่วมนำพาประเทศหวิดพาดิ่งลงเหวมาหลายหน หรือพวกที่คุยว่าเชี่ยวชาญทางนั้นทางนี้ก็ไม่เห็นมีผลงานสมกับราคาค่างวดที่คุยโวเอาไว้เลย ต่อไปก็จะขอยึดพื้นที่ตรงนี้ หรืออาจจะให้สัมภาษณ์สื่อตามวาระที่น่าสนใจ เพื่อสะท้อนเสียงของผู้หวังดีคนนี้ไปยัง คสช.แทนละกัน
เรื่องเดิมๆ ที่อยากจะย้ำเตือนไปยังท่านผู้มีอำนาจที่อยากจะคืนความสุขให้คนทั้งชาติ แต่ปัญหาปากท้องที่บ่นระงมกันทุกวงการกลับไม่ได้รับการเหลียวแล ถามว่าทีมเศรษฐกิจมือดีของรัฐบาลทำอะไรกันอยู่ ทั้งที่ไม่นานมานี้ราคาน้ำมันโลกลดฮวบฮาบจนเหมือนแจกฟรี แต่คนไทยก็ยังต้องกัดก้อนเกลือกินในภาวะที่ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคพุ่งทะยานแบบลืมตัว จนชาวบ้านอดๆ อยากๆ กระเบียดกระเสียรหากิน สวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟังจากคนในรัฐบาลที่สวยหรูราวกับเนรมิตขึ้นมาขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริงหน้ามือเป็นหลังมือ
พอเศรษฐกิจฝืดเคืองชาวบ้านหากินลำบาก ก็เป็นที่มาของตัวเลขคดีลักวิ่งชิงปล้นที่พุ่งพรวดขึ้นมาแทนที่ ที่วันนี้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยแทบจะเป็นศูนย์ ขนาดตู้เอทีเอ็มอันเบ้อเร่อ เจ้าโจรหน้ามืดยังยกขึ้นรถไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง สุดท้ายโดนจับเป็นภาระของรัฐอีก
หรือกระทั่งริมถนนสายหลักหรือที่จอดรถห้างใหญ่โรงแรมดัง ก็ไม่วายมีบรรดาหัวขโมยจี้ชิงแฝงตัวอยู่ เหยื่ออันโอชะก็หนีไม่พ้นสาวออฟฟิศ คุณหญิงคุณนายทั้งหลาย ทั้งกระเป๋าสะพาย หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนยี่ห้อดัง แม้แต่แหวน นาฬิกา
คนที่รู้จักมักคุ้นเป็นการส่วนตัวมาเล่าให้ฟังไม่เว้นแต่ละวัน เรื่องการสืบสวนหาตัวคนร้ายน่ะหรอ ลืมไปได้เลย เพราะวันนี้การบังคับใช้กฎหมายและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็หย่อนยาน จับกุมคนร้ายแทบไม่ได้เลย แถมยังมองเป็นเรื่องเล็กๆ การสืบเสาะติดตามคนทำผิดแทบไม่มีเลย
อย่างผมเองขนาดแวะเข้าไปจิบกาแฟที่ร้านเกรดพรีเมียมในพื้นที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแถวสามย่าน เผลอแวบเดียวโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะก็ถูกฉก เสร็จโจรแบบจับมือใครดมไม่ได้ แถมเจ้าของสถานที่ก็ไร้ซึ่งความรับผิดชอบให้เสียความรู้สึกอีกต่างหาก
เอาเป็นว่าถ้ารัฐไม่มีปัญญาที่จะวางมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ผมเองก็มีข้อเสนอแนะเพื่อเป็นการแก้ไขหรืออย่างน้อยก็ลดจำนวน ไม่ให้คดีลักวิ่งชิงปล้นระบาดหนักไปมากกว่านี้ โดยรัฐเองต้องเข้าไปจัดระเบียบควบคุมร้านขายของเก่า-ขายของมือสองให้รัดกุมยิ่งกว่านี้ เพราะเป็นจุดหมายปลายทางของ “ของโจร” ที่ขโมยกันมา
เพราะตอนนี้ต้องบอกว่า ร้านรับซื้อของเก่าเหล่านี้ขาดมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ โจรขโมยสามารถปล่อยของขายกันง่ายๆ ได้ทุกที่ ต่อจากนี้ไปการรับซื้อของเก่า-ของมือสอง ควรมีมาตรการควบคุมและยืนยันความเป็นเจ้าของอย่างจริงจังและเข้มงวด การแสดงบัตรประจำตัวของผู้ขาย ตลอดจนไปถึงที่มาที่ไปสิ่งของที่ว่า หรือใบเสร็จรับเงิน เผื่อไว้ในกรณีที่มีปัญหาขึ้นมา และวางกลไกไม่ให้หัวขโมยไปฉกชิงวิ่งราวของใครมาขายได้ง่ายๆ
การปลูกฝังให้ประชาชนเคยชินกับการเก็บใบเสร็จรับเงินเวลาซื้อสินค้าไว้ นอกจากจะเป็นการลดตัวเลขการขโมยของไปขายหรือจำนำ ที่ต้องมีหลักฐานไปแสดงได้แล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะหากซื้อ-ขายสินค้ากันในระบบมีใบเสร็จเป็นเรื่องเป็นราว ก็เท่ากับยืนยันว่ามีการเสียภาษีถูกต้อง ป้องกันการรั่วไหลของรายได้รัฐได้อีกทางด้วย
ขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยความเป็นห่วง เพราะหากปล่อยไว้สวัสดิภาพและความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชนจะหมดไปจนอาจไม่เหลือเลย







