
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กระชับสัมพันธ์สงฆ์ไทย-พม่า ด้วยวิปัสสนา
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม
โดย...สมาน สุดโต
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กระชับสัมพันธ์สงฆ์ไทยกับพม่า ด้วยโครงการส่งพระนิสิตปริญญาโท สาขาวิปัสสนาภาวนา ไปปฏิบัติภาวนาที่สำนักมหาสี ศาสนยิกต้า นครย่างกุ้ง
วันที่ 15 ก.พ. 2558 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ไปปฏิบัติศาสนกิจที่สำนักมหาสี ศาสนยิกต้า นครย่างกุ้ง สหภาพพม่า เพื่อเป็นประธานปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาของพระนิสิตปริญญาโท สาขาวิปัสสนาภาวนา รุ่นที่ 9 จำนวน 70 รูป ที่เข้าโครงการปฏิบัติธรรม 7 เดือน ตามหลักสูตรปริญญาโทของวิทยาเขตพุทธโฆส มจร โดย 4 เดือนแรกฝึกอบรมที่สำนักปฏิบัติธรรมโมลี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 1 เดือนต่อมาปฏิบัติธุดงควัตรที่วัดนาหลวง จ.อุดรธานี และ 2 เดือนสุดท้ายปฏิบัติวิธรรมที่สำนักมหาสี ศาสนยิกต้า นครย่างกุ้ง
ดีใจได้ศาสนทายาท
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ในฐานะผู้ริเริ่มและจัดทำหลักสูตรการสอนวิปัสสนาภาวนาระดับปริญญาโทแห่งเดียวของโลกและของไทย ส่งพระนิสิตมาปฏิบัติวิปัสสนาแบบเข้มข้นที่สำนักมหาสี ศาสนยิกต้า ตั้งแต่รุ่นแรกที่มีประมาณ 20 รูป จนกระทั่งถึงรุ่นที่ 9 ที่มี 70 รูป เพราะเห็นว่าเป็นสำนักที่มีมาตรฐาน มีสาขาทั่วโลก
พระนิสิต 70 รูป เข้าปฏิบัติวิปัสสนาที่สำนักมหาสี ศาสนยิกต้า ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2557-15 ก.พ. 2558
หลังจากพิธีปิดโครงการอย่างสมเกียรติ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อนุโมทนาว่า นิสิตที่มาฝึกอบรมตลอดโครงการได้รับประสบการณ์จากการปฏิบัติ มีความชำนาญและความรู้สภาวธรรมรอบด้าน เพราะมีพระวิปัสสนาจารย์คอยควบคุมสอบอารมณ์จนจบโครงการ 2 เดือน จึงมั่นใจว่านิสิตรุ่นนี้จะเป็นศาสนทายาทที่เพียบพร้อมด้วยภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
การที่คนคนเดียวมีความรู้ทั้งภาคทฤษฎี (ปริยัติ) และภาคปฏิบัตินั้น หรือคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ย่อมเป็นศาสนทายาทที่ดีมีคุณภาพ มิใช่แต่เท่านั้น ยังเป็นแนวทางให้แต่ละท่านก้าวไปในแนวทางบรรลุธรรม ได้มรรคผลนิพพานด้วย
สุดท้ายเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่ริเริ่มโครงการ บอกว่า ปลื้มใจในความสำเร็จของนิสิต และคาดหวังว่านิสิตทั้งหลายจะเป็นพุทธสาวกเผยแผ่แนวคำสอนของพุทธศาสนา เพื่อความมั่นคงของศาสนาและนำศาสนิกชนพบกับสัจธรรมในโอกาสต่อไป
ถ้าอังกฤษดีไปไกล
ผศ.เวทย์ บรรณกรกุล แห่งสถาบันพุทธโฆส ซึ่งเป็นผู้ประสานงาน กล่าวว่า ดร.ภัททันตะ อูชฏิละ เจ้าสำนักชมเชยนิสิต 70 รูป ว่าอย่างน้อย 4-5 รูป มีสภาวะการปฏิบัติที่ก้าวหน้าดีมาก หากเพิ่มเติมความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเข้าไป จะทำให้เป็นวิปัสสนาจารย์ที่ไปเผยแผ่ได้ทั่วโลกตามความประสงค์ของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ได้เป็นอย่างดี
สมหมาย สุภาษิต รองผู้อำนวยการสำนักบริหารสำนักส่งเสริมพุทธศาสนาและบริการสังคม มจร ผู้ดำเนินรายการทางทีวี และถามว่าทำไมต้องมาปฏิบัติธรรมที่สหภาพพม่า ผศ.เวทย์ ตอบว่า ที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์คัดเลือกสำนักมหาสี ศาสนยิกต้า เป็นที่อบรมวิปัสสนาพระนิสิต มีเหตุผลเดียวคือ เป็นสำนักที่สอนวิปัสสนาตรงตามพระไตรปิฎก และสามารถสอบทานตามที่ปรากฏในอรรถกถาและฎีกาได้
อีกอย่างหนึ่งพระนิสิตได้ใช้ตำราของท่านโสภณมหาเถระ หรือพะมหาสีสยาดอว์ แห่งสำนักมหาสี ศาสนยิกต้า เป็นหลักสูตรในการเรียน ทั้งวิปัสสนานัย และสติปัฏฐานมาแต่ต้น ทั้งนี้เพราะบทนิพนธ์ของท่านโสภณมหาเถระ เป็นตำราที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ตรวจสอบกับพระไตรปิฎก อรรกถา ฎีกา แล้วว่ามีความสอดคล้องกันดี
สำนักมหาสี ศาสนยิกต้า เป็นสำนักที่ยอมรับทั่วไป มีสาขาทั่วโลก 500 กว่าสาขา แต่ละวันที่สำนักที่นครย่างกุ้งมีผู้เข้าปฏิบัติธรรมนานาชาติประมาณ 500 คน ถ้าเป็นวันเทศกาลพิเศษจะมีมากถึง 1,000 คนทีเดียว
ความแตกต่างการปฏิบัติธรรมระหว่างไทยกับพม่า ผศ.เวทย์ กล่าวว่า ไม่มียกเว้นที่เมืองไทย หาวิปัสสนาจารย์ยากมาก แต่ที่สำนักมหาสี มีวิปัสสนาจารย์มาก พร้อมดูแลและสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติ เพราะท่านมีหน้าที่สอนอย่างเดียว โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารและงานอื่นในวัด เพราะคณะกรรมการซึ่งเป็นฆราวาสเป็นผู้บริหาร
อบรมฟรีแม้มีค่าใช้จ่าย
เมื่อถามถึงค่าใช้จ่ายของนิสิต ผศ.เวทย์ บอกว่า แต่ละท่านไม่ต้องจ่ายอะไร เพราะสมเด็จพระพุทธชินวงศ์รับผิดชอบทั้งหมด โดยโยมที่มีศรัทธา เช่น คุณหญิงสมนึก เปรมวัฒนะ และคณะ และ ดร.แม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม สนับสนุนเป็นอย่างดี ดังนั้นค่าอาหารเฉลี่ยวันละ 1 หมื่นบาท หรือ 2.1 ล้านบาท (สองล้านหนึ่งแสนบาท) ในระยะเวลา 210 วัน (7 เดือน) ถ้ารวมค่าตอบแทนล่ามและวิทยากร จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2.5-3 ล้านบาท (สองล้านห้าแสนบาท ถึงสามล้านบาท) จึงไม่มีปัญหา
อาจารย์เวทย์ บอกว่า การใช้งบประมาณสำหรับพัฒนาอาจารย์วิปัสสนากรรมฐาน ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นที่ 9 ประมาณ 10 ล้านบาท สิ่งที่ได้คือ ได้พระวิปัสสนาจารย์รุ่นใหม่ อายุยังไม่มาก เฉลี่ยอายุ 30-40 ปี ต่อไปพระวิปัสสนาจารย์เมืองไทยจะเพิ่มมากขึ้นแน่นอน สนองความต้องการสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ที่ไปเปิดสำนักวิปัสสนากรรมฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี
คุณหญิงสมนึกปลื้ม
คุณหญิงสมนึก เปรมวัฒนะ ที่บรรดาพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เช่น พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อทอง วัดพระธาตุศรีจอมทอง เรียกว่า รัตนมหาอุบาสิกา หรือนางวิสาขาแห่งประเทศไทย) บริจาคปัจจัยสนับสนุนโครงการนับล้านบาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รุ่นแรก ร่วมเดินทางไปปิดโครงการที่สหภาพพม่าด้วย พูดถึงความรู้สึกสั้นๆ ว่า มีความปลื้มใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นโครงการดำเนินไปด้วยดี
ปฏิบัติมาก พักน้อย
พระครูปิยวัชราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวันปิยาราม เจ้าคณะตำบลคลองกระแซ เขต 2 อ.เมือง จ.เพชรบุรี อายุ 74 ปี พรรษา 50 (อุปสมบท พ.ศ. 2507) ที่เป็นนิสิตรุ่นที่ 9 เข้าอบรมตามโครงการ 7 เดือน กล่าวว่า ที่ได้รับจากโครงการคือ ประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเข้ามาปฏิบัติที่สำนักมหาสี ศาสนยิกต้านั้น เห็นความแตกต่างที่เคยปฏิบัติที่เมืองไทย คือ ที่สำนักมหาสี ตื่นนอนตี 3 เริ่มปฏิบัติธรรม ตี 4 ตี 5 ฉันเช้าเวลา 6 โมงเช้า จากนั้นเข้าปฏิบัติถึงเวลา 08.30 น. พักฉันเพลเวลา 10.30 น. ปฏิบัติต่อตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น. จากนั้นพัก และเริ่มปฏิบัติใหม่เมื่อเวลา 18.00-21.00 น. หรือปฏิบัติส่วนตัวที่ห้องพัก
กระบวนการและวิธีการไม่ต่างจากไทยมากนัก ยกเว้นเวลาปฏิบัติและเวลาพักต่างกัน ที่เมืองไทยพักมาก ปฏิบัติน้อย ที่พม่าปฏิบัติมาก พักน้อย เมื่อเป็นอย่างนี้สิ่งที่ได้คือ ได้สภาวะที่ดีขึ้น
อยู่พม่าเหมือนอยู่บ้าน
ชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ อัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นความสำเร็จของโครงการนี้ พร้อมกับกล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-พม่าที่มียาวนานนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา พระไทยและพม่าแลกเปลี่ยนความรู้ และเยี่ยมเยียนกันอย่างต่อเนื่อง
คนไทยมาอยู่พม่ามีความรู้สึกเหมือนๆ กัน คือเหมือนอยู่บ้านตัวเองเพราะเห็นพระภิกษุสงฆ์ทั่วไป ในขณะที่คนพม่าก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนาหนักแน่น ในวันสำคัญทางศาสนา พุทธศาสนิกชนชาวพม่าแน่นวัด เพราะไปทั้งครอบครัว จึงสามารถพูดได้ว่า สังคมพม่าไม่ว่ารุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ต่างซึมซับในวํฒนธรรมและคำสอนพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
โครงการส่งพระนิสิตฝึกวิปัสสนาในย่างกุ้ง จึงเป็นโครงการที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์กระชับสัมพันธ์สงฆ์ไทย-พม่าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น







