
กมธ.ยกร่างฯผุดกก.นโยบายศึกษา-พัฒนามนุษย์แห่งชาติ
กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญถกหมวดปฏิรูปการศึกษา ผุด คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ
กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญถกหมวดปฏิรูปการศึกษา ผุด คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ
เมื่อวันที่ 17 ก.พ. คณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณารัฐธรรมนูญรายมาตราในภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ส่วนที่ 7 การปฏิรูปด้านการศึกษา ทั้งนี้ในมาตรดังกล่าวจำแนกสาระสำคัญเป็น 11 ข้อ ดังนี้
1. การออกแบบระบบการศึกษาใหม่ โดยเน้นให้เกิดการกระจายอำนาจ ลดอำนาจของภาครัฐ จากผู้จัดการศึกษา กลายเป็นผู้สนับสนุนการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับนโยบาย ประเมินผล คุ้มครองประโยชน์ผู้ศึกษา รวมถึงส่งเสริมให้สถาบันการศึกษามีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการตนเอง
2. จัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวโดยตรงแก่ผู้รับการศึกษาทุกคน ในลักษณะ "Demand Side Finance" เพื่อให้งบประมาณไปสู่ผู้เรียนโดยตรง สามรถเลือกสถาบันการศึกษา รวมถึงเป็นการกระจายอำนาจไปยังสถาบันกรศึกษาอีกด้วย
3. ปรับปรุงระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มาดา โดยยกระดับให้กับผู้เลี้ยงดูให้มีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการเลี้ยงดูเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ภายใน 2 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้
4. ปรับปรุงการอาชีวศึกษาไปสู่ระบบการผลิตและพัฒนาบุคลากรภาคการผลิต ให้มีทักษะและสมรรถนะในการประกอบอาชีพที่ตรงตามความต้องการและสาขาที่ขาดแคลน ภายใน 2 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้
5. ปรับปรุงระบบอุดมศึกษาให้สร้างองค์ความรู้ที่มีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันกับต่างประเทศและส่งเสริมสมรรถนะวิชาการรับใช้สังคม ภายใน 2 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้
6. พัฒนาระบบการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการคิด เหตุผล และการลงมือปฏิบัติ รวมถึงส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้และสื่อสาธารณะด้านการศึกษา นอกจากนั้นส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่กับศิลปวัฒนธรรม ภาษา และศาสนา
7. ปรับปรุงระบบการผลิต การพัฒนาและการประเมินครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยอาศัยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน
8. พัฒนาระบบธรรมาภิบาลในวงการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยจัดให้มีการตรวจสอบความโปร่งใส
9. ระบบการทดสอบและประเมินผลการศึกษา ให้เป็นการทดสอบการเรียนรู้ ความถนัด และคุณลักษณะผู้เรียนที่ครบทุกมิติ
10. ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการศึกษาระดับชาติ ระดับพื้นที่ และระดับท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพและเอื้อให้การปฏิรูปการศึกษาบรรลุผล
11. ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน เช่น กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูละบุคลากร และกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับมารฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
นอกจากนั้นแล้วยังมีการบัญญัติให้มี "คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ" ซึ่งอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องจัดตั้งขึ้นภายใน 1 ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ โดยทำหน้าที่ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนามนุษย์ กำหนดนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ กลั่นกรองการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่จำเป็น
นายอมรวิชช์ นาครทรรพ โฆษก กมธ. ปฏิรูปการศึกษา และอาจารย์คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กมธ.ปฏิรูปการศึกษา ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อ กมธ. ยกร่างฯ 3 ส่วน คือ 1. หมวดสิทธิพื้นฐานของพลเมือง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือคนไทย 70 ล้าน คน ไม่เฉพาะเยาวชน 10 ล้านคน แต่รวมผู้สูงอายุและประชาชนไทยทั้งหมดด้วย 2. หมวะแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เสนอให้มีการบัญญัติหลักการเกี่ยวกับการจัดการศึกษายุคใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 3. หมวดการปฏิรูป
นางประภาภัทร นิยม กมธ. ปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า รัฐไทยลงทุนกับการศึกษาเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่การบริหารเงิน บริการบุคคล และการบริหารวิชาการในระบบการศึกษาล้มเหลว ซึ่งสาเหตุเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ฉะนั้นการปฏิรูปจึงต้องกระจายอำนาจไปส่วนอื่นๆ โดยบริหารเงินให้ไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ปรับกฎหมายที่จะกระจายอำนาจไปสู่บุคลากร และกระจายอำนาจในการตัดสินใจไปยังบุคากรเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา
ทั้งนี้องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นจริง คือ 1. จะต้องมีสถาบันวิจัยระบบการศึกษา เพื่อนำหลักการมากำหนดนโยบายของการศึกษาให้สอดคล้องกับความเป็นจริง 2. จัดตั้งสำนักงานหรือหน่วยงานที่จะบริหารการเงินเพื่อการศึกษา ในลักษณะจัดสรรเงินให้กับผู้เรียนโดยตรง ซึ่งหากไม่มีหน่วยงานที่บริหารเรื่องนี้ที่แยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการจะปฏิรูปไม่สำเร็จ และ 3. ส่งเสริมให้เกิด "ผู้จัดการศึกษา" ในพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าท้องถิ่น ประชาสังคม หรือสมัชชาเครือข่ายการศึกษา







