
ข้องใจกมธ.ยกร่างฯ มีธงปฏิรูปกกต.
การถูกลดทอนอำนาจของ กกต.ที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นบทสนทนาหลักระหว่างโพสต์ทูเดย์กับประธาน กกต. โดยในตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ประธาน กกต. สงสัยถึงการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีความสมบูรณ์ในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านหรือไม่
การถูกลดทอนอำนาจของ กกต.ที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นบทสนทนาหลักระหว่างโพสต์ทูเดย์กับประธาน กกต. โดยในตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ประธาน กกต. สงสัยถึงการทำงานของ
คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีความสมบูรณ์ในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านหรือไม่
ศุภชัย อธิบายว่า เรื่องการแยกอำนาจจัดการเลือกตั้งของ กกต.ออกมา ทางคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความคิดอยู่แล้ว โดยไม่มีการสอบถาม กกต.ก่อนจะทำการบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ในอีกแง่หนึ่งการที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ไปสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในต่างจังหวัดนั้น น่าจะเป็นเพียงพิธีการ เพราะไม่ว่าประชาชนให้ความเห็นอย่างไรก็ไม่ได้นำมาบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ สรุปคือ คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีธงไว้แล้ว
“สมาชิก สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) บางท่านก็มาบอกว่าคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มาถาม สปช.เลยว่าควรจะมี กจต.หรือไม่ ดังนั้นผมอยากขอให้ทางคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญลองคิดทบทวนมันจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างไร ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณไปโดยใช่เหตุหรือไม่”
“หน้าที่หลักของ กกต. คือ การจัดและควบคุมการเลือกตั้ง จะตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ซ้ำซ้อนให้เปลืองงบประมาณแผ่นดินไปทำไม สู้ให้ กกต.จัดการเลือกตั้งต่อไป แต่ช่วยกันคิดวิธีการที่จะทำให้การเลือกตั้งโปร่งใส ทำให้พวกที่ทุจริตการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิขายเสียงหมดไป”
ถึงอย่างไรไม่ว่าที่สุดแล้ว กกต.จะได้อำนาจจัดการเลือกตั้งกลับคืนมาหรือไม่ แต่ในอนาคต กกต.ก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งอยู่ดี ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญว่าการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2559 กกต.ชุดนี้มีความพร้อมมากน้อยขนาดไหน
ประธาน กกต. ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า “กกต.พร้อมปฏิบัติหน้าที่ เดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป”
“เราพร้อมตลอดเวลา เพราะการจัดการเลือกตั้งนั้น เราจัดการตลอดปี โดยเฉพาะเลือกตั้งระดับท้องถิ่นมีทุกเดือนทุกสัปดาห์ เจ้าหน้าที่เราพร้อมหมด ระบบ ขั้นตอนต่างๆ เราไม่ต้องมานั่งสับสนเลย ตอนนี้เราก็มีปัญหาเรื่องกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เราก็วางแผนไว้ว่าจะต้องอบรมให้เกิดความเข้มข้น อบรมแล้วก็ขึ้นบัญชีคนที่ผ่านการอบรม รวมถึงอาจจะมีเงื่อนไข เช่น คุณเป็นคนหมู่บ้านนี้ คุณไม่มีสิทธิประจำที่นี่ แต่ต้องไปประจำที่อื่น เป็นต้น”
ขณะเดียวกัน ศุภชัย ยังขยายความเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมอีกว่า ขณะนี้ กกต.กำลังจัดทำทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีฐานข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องอาศัยข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยอีกต่อไป โดยได้มอบหมายให้ฝ่ายเทคโนโลยีของ กกต.จัดทำข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ส่วนฐานข้อมูลการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศและนอกราชอาณาจักร จะมีการจัดทำเป็นวาระตามที่มีการเลือกตั้ง ต่างจากอดีตที่หากลงทะเบียนไว้แล้ว โดยไม่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงบัญชี จะทำให้ฐานข้อมูลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จนทำให้สถิติของผู้ที่มาลงคะแนนน้อยลง
ประธาน กกต. ระบุว่า ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนไม่ได้มีชื่อในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว เนื่องจากย้ายโรงเรียนหรือเปลี่ยนแปลงที่อยู่ แต่ยังมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น เมื่อมีการลงคะแนนเลือกตั้ง ส่งผลให้ยอดผู้มาใช้สิทธิน้อย เป็นต้น ฉะนั้นการจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สอดคล้องกับข้อมูลที่เป็นปัจจุบันจะลดปัญหาในส่วนนี้
“หากมีการจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าจะต้องดีและมีบริสุทธิ์ยุติธรรมกว่าเดิม พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นอดีต แม้จะเป็นการเลือกตั้งในสถานการณ์พิเศษก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ เราเตรียมพร้อมแล้วครับ เราจะเสนอว่าควรใช้เครื่องลงคะแนน เราพร้อมหมด แต่ต้องรอแก้กฎหมายก่อน ถ้ามีกฎหมายให้ใช้เครื่องก็ต้องซื้อเครื่อง”
“ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งหน้า กกต.พร้อมที่จะทำให้ดีขึ้น เพราะเรามีบทเรียนจากวันที่ 2 ก.พ. 2557 มาแล้ว แล้วก็บทเรียนจากอดีต สิ่งไหนที่เป็นข้อบกพร่องเราก็จะมาแก้ไข อันไหนที่จะทำให้ดีขึ้น เราก็เพิ่มเติมเข้าไป ขอยืนยันเลยว่าต้องดีขึ้น และเราก็จะให้ภาคประชาสังคมมาร่วมตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากเดิมที่มีพรรคการเมืองเข้าตรวจสอบเราอยู่แล้ว ตรวจสอบเรา ฟ้องเรา ตอนนี้ผมก็ถูกฟ้องอยู่หลายคดี”
อีกประเด็นหนึ่งที่ กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม คือ ความเป็นกลางทางการเมือง คำถามนี้มีคำตอบจากประธาน กกต.ว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องเหตุผลทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายในอดีต ฝ่ายหนึ่งขอปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันที่จะเลือกตั้งก่อนปฏิรูป เราถูกทั้งสองฝ่ายด่า ถ้าเราไม่เป็นกลางก็ขาดคุณสมบัติ เราไม่เคยเข้าข้างใคร
“ผมเคยเป็นผู้พิพากษาศาลมาก่อน ถ้าเราตัดสินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ก็บอกว่าศาลให้ความเป็นธรรม ส่วนฝ่ายที่แพ้ก็บอกว่าเราลำเอียง น้ำเดือดเราก็เปิดฝาให้ระบาย ไม่ใช่ปล่อยให้ระเบิดเอง ให้เขาได้ระบาย ได้ด่าเราบ้าง ผมก็ไป เขาก็ด่าสารพัด ก็ต้องฟังและอดทน”







