
เตือนรู้ทันโฆษณาช่วงวาเลนไทน์
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภค เตือนอย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินจริงในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภค เตือนอย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินจริงในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์
เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 58 ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ทางมูลนิธิฯ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 10 จังหวัด นำเสนอผลการศึกษาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ครั้งที่ 2 หลังเฝ้าระวังทางสื่อโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ล กว่า 3 เดือน พบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายเกือบ 100% โดยมีเนื้อหาตั้งแต่การลดน้ำหนัก ทำผิวขาว ไปจนถึงรักษาโรคสารพัดอย่าง พร้อมเตือนผู้บริโภคอย่าหลงกลโฆษณาช่วงวาเลนไทน์ และจะเสนอการยกระดับการลงโทษถึงขั้นปิดรายการ
นายพชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการฯ เผยว่า จากการติดตามโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ล จำนวน 18 ช่อง อาทิ มงคลแชนแนล, อาร์ มูฟวี่, ทรูซีเล็ค, มิราเคิล, ดาราเดลี่ พบโฆษณาผิดกฎหมายจำนวน 17 ช่อง และเป็นช่องที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เคยสั่งปรับไปแล้วจำนวน 5 ช่อง อาทิ ช่อง 8, เอชพลัส (H+), ไทยมุสลิม (TMTV) โดยพบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายรวม 95 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นอาหาร 55 รายการ เครื่องสำอาง 29 รายการ และยา 11 รายการ
นายสุนทร สุริโย ผู้แทนเครือข่ายผู้บริโภคภาคตะวันตก กล่าวว่า ในเนื้อหาของการโฆษณา กลุ่มอาหารจะเป็นการรักษาและป้องกันโรค 22 รายการ, ลดน้ำหนัก 16 รายการ, ทำให้ขาว-สวย 12 รายการ และทั้งผอม ขาว สวย ดูดี 5 รายการ ในกลุ่มเครื่องสำอางจะแบ่งเป็นสองชนิด คือที่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลง เช่นขาว สวย อ่อนเยาว์ กับที่รักษาอาการ เช่น สิว ฝ้า ผมดกดำ และในกลุ่มยา ที่โฆษณาว่ารักษาสารพัดโรครวมถึงโรคเรื้อรัง 8 รายการ กับกลุ่มยาลดน้ำหนักและลดความอ้วน 3 รายการ
น.ส.สิรินนา เพชรรัตน์ ผู้แทนเครือข่ายผู้บริโภคภาคใต้ กล่าวว่า วิธีของการโฆษณาผิดกฎหมาย มีทั้งการวางผลิตภัณฑ์แฝงไว้ในรายการ, การสัมภาษณ์ผู้มีชื่อเสียง ดารา ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์, การเปิดสปอตในรายการ และการให้ข้อมูลเชิงวิชาการเชื่อมโยงสรรพคุณกับสินค้า ทั้งนี้ในช่วงใกล้เทศกาลวาเลนไทน์ ถือเป็นช่วงเวลาทองของการโฆษณาที่จะใช้คำพูดแนว “ดูแลที่คนรัก ด้วย...” รวมถึงการผลักดันผลิตภัณฑ์เสริมความสวย-หล่อต่างๆ
ทางโครงการฯ จึงเสนอข้อมูลหลักการพิจารณาเลือกซื้อสินค้ากลุ่มอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ให้แก่ผู้บริโภคดังนี้ อย่างแรกคือสังเกตว่ามีเลขอนุญาตโฆษณาหรือไม่ เช่นอาหารคือ ฆอ., ยาคือ ฆท., เครื่องมือแพทย์คือ ฆพ. ส่วนเครื่องสำอางนั้นไม่ต้องมี แต่ต้องไม่เป็นเท็จหรือเกินจริง ซึ่งจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ถัดมาให้พิจารณาว่าเนื้อหาการโฆษณาตรงกับผลิตภัณฑ์หรือไม่ เช่น ยานั้นห้ามโฆษณา ยกเว้นยาบรรจุเสร็จและยาสามัญประจำบ้าน, อาหารไม่สามารถอ้างว่าป้องกันหรือรักษาโรคภัยหรือความเจ็บป่วยได้, เครื่องสำอางห้ามโฆษณาว่ารักษาหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกาย เช่น ขาวขึ้น สวยขึ้น ดูอ่อนเยาว์ หรือรักษาสิวฝ้าได้ และประการสุดท้ายเนื้อหาโฆษณานั้นโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงหรือไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่ เช่น แก้ปัญหาภูมิแพ้ถาวร, รักษาทุกโรคได้ เป็นต้น
ทั้งนี้ทางเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคได้เสนอมาตรการ และแนวทางในการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด มีอำนาจตรวจสอบและออกคำสั่งให้ระงับโฆษณา รวมถึง กสทช.มีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบและออกคำสั่งให้ระงับการดำเนินของผู้ประกอบการโทรทัศน์วิทยุเมื่อพบการกระทำผิด และดำเนินการขั้นสูงสุดกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดซ้ำซาก 2.เพิ่มบทกำหนดโทษใน พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ให้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน 3.เร่งรัดการจัดทำระบบฐานข้อมูลการอนุญาตโฆษณาอาหาร และเปิดให้สาธารณะสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ 4.กสทช.ควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียม ทีวีเคเบิ้ล และทีวีดิจิตอล เกิดการกำกับดูแลกันเองแบบเดียวกับในกลุ่มฟรีทีวีเดิม
โดยหลังจากนี้ ทางโครงการฯจะเดินทางเข้ายื่นหนังสือเป็นทางการกับ สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ อย. เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกับช่องรายการที่กระทำผิดซ้ำซาก อีกทั้งจะแสวงหาความร่วมมือกับผู้ประกอบการรวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหารูปแบบในการจัดการปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายต่อไป







