
สนช.ห่วง "ศึกหมอ" ทำยุทธศาสตร์สุขภาพชาติเหลว
หมอเจตน์ชี้คุณภาพ30บาทส่อถดถอยหลังงบประมาณไม่พอ รองปลัดสธ.ซัดสปสช. "ไร้ธรรมาภิบาล" ต่อ
หมอเจตน์ชี้คุณภาพ30บาทส่อถดถอยหลังงบประมาณไม่พอ รองปลัดสธ.ซัดสปสช. "ไร้ธรรมาภิบาล" ต่อ
เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่อาคารรัฐสภา กรรมาธิการ (กมธ.) สาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และกมธ.สาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดสัมมนา “การปฏิรูประบบสาธารณสุข ภายใต้การปฏิรูปประเทศไทย” โดย นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกมธ.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ความน่ากังวลขณะนี้คือระบบงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพ จาก 1202 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งขณะนี้พุ่งสูงถึง 2,895 บาทต่อคนต่อปี
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา งบประมาณถูกกำหนดให้คงที่มาโดยตลอด ขณะที่ค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนบุคลากร และอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มมากขึ้นทุกที ทำให้โรงพยาบาลต้องประหยัด และทำทุกวิถีทางให้โรงพยาบาลอยู่รอด
นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า ตัวเลขที่น่าสนใจขณะนี้ คือขณะที่การเข้ารับบริการของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มากขึ้น และบุคลากรทางการแพทย์ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่การจ่ายยาและเวชภัณฑ์กลับลดลง ซึ่งเท่ากับว่าคุณภาพลดลง จึงน่าเป็นห่วงเรื่องคุณภาพรวมถึงเมื่องบประมาณไม่เพิ่ม ก็น่ากังวลว่าคุณภาพจะแย่ขึ้นอีก
“มีเสียงเรียกร้องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้เพิ่มงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวทุกปี แต่สำนักงบประมาณ และรัฐบาลก็ไม่สามารถปรับให้ได้ เพราะเรามีหน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ตลอด ไม่สามารถลดหน่วยงานเดิม ทำให้รายจ่ายประจำของรัฐบาลสูงขึ้นเรื่อยๆ “ ประธานกมธ.สาธารณสุข กล่าว
นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า ปัญหาสำคัญที่ต้องพูดถึงหลังการเกิดขึ้นของสปสช.ก็คือตัวเลขของผู้ให้บริการในโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีความไม่สบายใจเพิ่มขึ้น แม้ว่าประชาชนจะมีความพอใจกับการรับบริการก็ตาม ซึ่งสปสช.ต้องไปดูเพิ่มว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ส่วนความขัดแย้งระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสปสช. นั้น มองว่า รมว.สธ. ไม่สามารถจัดการให้ทั้ง 2 ฝ่ายเปิดอกพูดคุยได้อย่างตรงไปตรงมา และดูเหมือนว่าความขัดแย้งยังขยายตัวต่อไป ซึ่งความไม่เป็นเอกภาพระหว่าง 2 หน่วยงาน จะส่งผลกระทบต่อนโยบายยุทธศาสตร์ชาติเรื่องสาธารณสุขแน่นอน ซึ่งขณะนี้ไม่มีทางออกอื่น นอกจากการหันหน้าพูดคุยกัน
ส่วนแนวทางปฏิรูปนั้น นพ.เจตน์ กล่าวว่า จะกำหนดหน้าที่ของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ให้มีหน้าที่ดูแลสุขภาพของตัวเอง รวมถึงอาจผลักดันเรื่องการร่วมจ่าย ซึ่งยังไม่กำหนดรูปแบบว่าจะทำอย่างไร ขณะเดียวกัน การมีร่มใหญ่ในการควบคุมเอกภาพของทั้ง สธ. สปสช. และกระทรวงอื่น ก็เป็นเรื่องที่น่าผลักดัน เช่นเดียวกับการแยกเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุข ออกจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ก็ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งจะผลักดันไปยังรัฐบาลต่อไป
ขณะที่ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดสธ. กล่าวว่า ข้อเสนอของสธ.ต่อการปฏิรูประบบสาธารณสุข ได้แก่ การเสนอตั้งคณะกรรมการนโยบายสาธารณสุขระดับชาติ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายสุขภาพในภาพรวม หรือถึงเป็นศูนย์กลางการจัดการข้อมูลในระบบสาธารณสุข โดยให้มีโครงสร้างคล้าย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แต่ไม่จำเป็นต้องแยกออกเป็นกรมใหม่ อาจให้ขึ้นกับสำนักงานปลัดสธ.แทน โดยเป็นร่มใหญ่ในการกำกับทิศทาง ทั้งองค์กรอิสระในสังกัดสธ. (ตระกูลส.) รวมถึง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเอกชน ยืนยันว่าไม่ใช่การ “ปฏิรวบ” แน่นอน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การเกิดขึ้นขององค์กรตระกูลส. ทำให้การทำงานไม่เป็นเอกภาพ ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง และมีคณะกรรมการซ้ำซ้อนมากไป โดยขณะนี้ทราบว่าจะมีองค์กรตระกูลส. ขึ้นอีก 2 หน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานเคลียร์ริงเฮาส์ประกันสุขภาพ 3 กองทุน ซึ่งโครงสร้างต้องการให้ไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไม่มีทางรู้เรื่องสาธารณสุข และอยากตั้งข้อสังเกตว่าการให้ไปขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ต้องการให้คนที่รู้เรื่องอย่างสธ.รับรู้การทำงานหรือไม่
นอกจากนี้ รองปลัดสธ. ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมา มีตั้งแต่การใช้ระบบการเงินการคลังนำหน้า การจัดสรรงบประมาณ ที่มีการหักเงินเดือน จนเกิดความแตกต่างในระดับพื้นที่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ และขาดธรรมาภิบาล เช่น มีการแบ่งกองทุนย่อยจำนวนมาก โดยมี “ผู้มากบารมี” ดูแลแต่ละกองทุนย่อย รวมถึงการเวียนเทียนผลัดเปลี่ยนกันดำรงตำแหน่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยคนกลุ่มเดิมๆ รวมถึงยังมีการโอนเงินโดยไม่มีหลักเกณฑ์และหักคืนเพื่อตบแต่งบัญชี
นพ.วชิระ เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจากภายนอก ปรับหลักเกณฑ์จัดสรรให้มีธรรมาภิบาล ขณะเดียวกัน ให้ปฏิรูปโครงสร้าง ที่มา คณะกรรมการให้มีธรรมาภิบาล ให้มีกลไกการกำกับการบริหารงานของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และให้ปรับปรุง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545







