posttoday
ตรุษจีน

ตรุษจีน

03 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 19 ก.พ. เราคงได้เห็นการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ในประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศอื่นๆ ที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก

แต่สำหรับประเทศไทย ผมรู้สึกว่าเทศกาลตรุษจีนดูเหมือนจะถูกลดความสำคัญลงไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะร้านค้า ธนาคาร และสถานที่ราชการยังเปิดทำการตามปกติ ถึงแม้ห้างร้านบางแห่งจะให้ลูกจ้างหยุดงานบ้างวันสองวัน แต่ก็เป็นการหยุดแทนวันหยุดของราชการตามปกติ ไม่ใช่วันหยุดเพิ่มที่เหมือนในสมัยก่อน ทำให้บ้านเมืองไม่เงียบเหงาไปทั้งเมือง หาอาหารกินยากเหมือนสมัยที่ผมเป็นเด็กวัยรุ่น ที่ในเทศกาลตรุษจีน เถ้าแก่ อาเฮียที่เป็นทั้งเจ้าของร้านและกุ๊กเองหยุดงานเพื่อฉลองตรุษจีน

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เทศกาลตรุษจีนไม่ค่อยได้รับความสนใจเหมือนในสมัยก่อน คือ ประเพณีการจ่ายเงินแต๊ะเอียใส่ซองแดงให้ลูกจ้าง หลังจากปิดบัญชีโละสต๊อกขายสินค้าเสร็จเรียบร้อยก่อนวันตรุษจีนนั้น เดี๋ยวนี้ก็หายไปเพราะนายจ้างหันไปปิดบัญชีตามแบบฝรั่ง และนิยมจ่ายเงินโบนัสให้ตอนปลายปีแทน ซึ่งผมว่าน่าเสียดายประเพณีนี้

เพราะถ้าคิดให้ดี นี่เป็นอุบายที่แยบยลที่ทำให้ลูกจ้างกับนายจ้างมีความใกล้ชิดกัน เพราะลูกจ้างได้รับซองแดงจากมือนายจ้าง พร้อมยังให้ศีลให้พรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ผิดกับสมัยนี้ที่บริษัทเอาเงินเข้าบัญชีธนาคารและให้ลูกจ้างไปเบิกเงินเองจากเครื่องเอทีเอ็ม ซึ่งคงให้รอยยิ้มให้ศีลให้พรคนที่ไปเบิกเงินโบนัสไม่ได้ และคนรับเงินก็คงกราบไหว้ขอบคุณเครื่องเอทีเอ็มไม่ลงเหมือนกัน เรื่องของการให้อั่งเปาหรือซองแดงตอนนี้ก็เลยจำกัดอยู่แค่ญาติผู้ใหญ่ให้เด็กๆ ลูกหลานเท่านั้น ไม่ไหลหลั่งลงมาถึงลูกน้องลูกจ้างเหมือนในอดีต

แม้แต่การเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งสมัยก่อนทำกันเป็นเรื่องใหญ่ ต้องซื้ออาหารสดและเครื่องเซ่นไหว้มาทำเตรียมไว้ก่อน เดี๋ยวนี้ก็ทำกันง่ายๆ พอเป็นพิธี ซื้อชุดเซ่นไหว้สำเร็จรูปจากร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสำเร็จรูปมาไหว้ด่วน ไม่เปลืองเวลา แต่ที่หายไปคืออาหารรสดี อร่อย จากฝีมืออาม้าที่บรรจงทำสุดฝีมือ เพราะรู้ว่าพอเจ้ากินเสร็จ ลูกหลานก็จะกินต่อพร้อมหน้า
พร้อมตากันทั้งบ้าน

พูดไปแล้วก็น่าเสียดายอีก ถ้าไม่กลัวถูกหาว่าเป็นคนแก่ขี้บ่นพูดแต่เรื่องความหลัง แต่ความจริงก็เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ทั้งหมดนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการธุรกิจจากระบบครอบครัวมาเป็นแบบการบริหารจัดการสมัยใหม่ กับการที่ทางราชการให้ความสำคัญกับเทศกาลตรุษสงกรานต์มากกว่าตรุษจีน

ประเด็นแรกก็เห็นได้ชัดว่า ธุรกิจในครอบครัวในอดีตซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนจีนนั้น ได้เปลี่ยนยุคหรือ Generation จากผู้ก่อตั้งมาสู่ยุคลูกหรือหลานแล้ว ซึ่งคนรุ่นนี้ได้กลายเป็นคนไทยพูดจีนไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่ไปเรียนภาษาจีนกลางใหม่ตามสมัยนิยม  คนเหล่านี้จึงไม่ค่อยเคร่งเรื่องการเซ่นไหว้ตามประเพณีอย่างใหญ่โตเหมือนสมัยพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ถึงจะเซ่นไหว้อยู่บ้างก็ทำพอเป็นพิธี

นอกจากนั้น ห้างร้านสมัยนี้เถ้าแก่ก็มักไม่ได้ลงมือทำอาหารหรือขายสินค้าหน้าร้านเองเหมือนสมัยก่อน บรรดาอาเสี่ยหรือโกวเนี้ยทั้งหลายบ้างก็ออกไปเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ เป็นข้าราชการ เป็นหมอ หรือเป็นทนายความ คนที่ทำงานในร้านเป็นเถ้าแก่มักจะเป็นลูกจ้างจากภาคอีสานเป็นหลัก ซึ่งนิยมกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยมากกว่า และตั้งแต่ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา ได้ประกาศให้วันตรุษสงกรานต์เป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ลูกจ้างเหล่านี้กลับไปเยี่ยมครอบครัวในต่างจังหวัด วันตรุษจีนจึงลดความสำคัญลงไป ถูกแทนที่ด้วยวันตรุษสงกรานต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ที่น่าสังเกตคือ หลังๆ นี้ถึงแม้พิธีกรรมต่างๆ ในเทศกาลตรุษจีนในเมืองไทยจะถูกลดความสำคัญลงมา แต่คนไทยไม่ว่าจะมีเชื้อสายจีนหรือไม่ กลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องที่ว่าตรุษจีนปีนี้เป็นปีอะไร และจะชงกับปีอะไร มากกว่าเรื่องการไหว้บรรพบุรุษเหมือนในอดีต จนกล่าวกันว่าเรื่องพิธีกรรมแก้ชงเดี๋ยวนี้จัดว่าเป็นธุรกิจหมื่นล้านหรือหลายหมื่นล้านทีเดียว เพราะคนที่เกิดปีชงหรือปีที่เป็นอริกับปีใหม่นั้น ต่างหันมาทำพิธีฝากดวงชะตาไว้กับเจ้าในวัดจีนต่างๆ เพื่อแก้ชงกันอย่างเป็นการเป็นงาน

ความจริงเรื่องปีไหนชงกับปีไหนนั้น ผมไม่เคยให้ความสำคัญมากมาย แต่พักหลังคำทำนายทายทักเรื่องปีชงนั้น ค่อนข้างจะถูกแพร่กระจายออกมามากมายจากโซเชียลมีเดีย จนเมื่อปีที่แล้วขัดภรรยาและลูกสาวไม่ได้ ต้องยอมให้เขาพาไปแก้ชงที่วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ หรือวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ที่จ.นนทบุรี ซึ่งไปแล้วนอกจากจะได้แก้ชงตามพิธีกรรมแล้ว ยังได้ชมความงดงามยิ่งใหญ่อลังการของวัดจีนแห่งนี้เป็นของแถมด้วย ใครที่ยังไม่เคยไปก็น่าจะไปชมดู ไม่ต้องรอให้ถึงปีชงก็ได้ รับรองว่าไม่ผิดหวัง

ที่เขาพาผมไปแก้ชงปีที่แล้ว เพราะตามตำราถือว่าปีเกิดของผมนั้นประสานงา หรือชง 100% กับปีม้าหรือมะเมีย ซึ่งกำลังจะผ่านพ้นไปในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ที่ไม่น่าเชื่อถือหลังไปแก้ชงมาไม่นานก็หกล้มจนต้องใส่เฝือกที่คออยู่หลายเดือน ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเป็นอุบัติเหตุธรรมดา แต่พอมาถึงปลายปีที่แล้ว ออกไปวิ่งเล่นออกกำลังกายเกิดสะดุดคอสะพานในสวนสาธารณะที่ไปวิ่ง ล้มลงเอาหน้าจูบพื้นถนนเป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน เลยเกิดความรู้สึกว่าสงสัยจะชงจริงๆ เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยหกล้มแรงๆ สักครั้งเดียว แต่ครั้งนี้เจอปีเดียว 2 ดอก ส่วนที่ว่าไปแก้ชงแล้วทำไมยังหกล้ม ก็ถูกย้อนว่า ทำให้หนักกลายเป็นเบา ผมฟังแล้วก็เชื่อตามนั้น เพราะเถียงอย่างไรก็ไม่ชนะ แต่ก็ดีใจว่าอีกไม่กี่วันก็จะพ้นปีชงแล้ว

เอาเป็นว่าตรุษจีนปีนี้ขอให้เศรษฐกิจไทยคึกคักหายเงียบเหงา กลับมาซื้อง่ายขายคล่องเหมือนในอดีตอีกครั้งก็แล้วกัน แต่ถ้าผ่านตรุษจีนไปแล้วเศรษฐกิจยังซึมๆ ก็ไม่ต้องตกใจหมดหวังครับ เพราะหลังจากตรุษจีนผ่านไปไม่กี่เดือน ก็จะถึงวันตรุษสงกรานต์ หวังว่าผู้คนจะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ถ้าสงกรานต์แล้วก็ยังเหมือนเดิม ก็ยังมีเทศกาลลอยกระทง คริสต์มาส และปีใหม่ เดี๋ยวเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวเองจนได้ ปีหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วจะตาย แต่สำหรับผมอีกไม่กี่วันก็ไม่ชงแล้ว ดีใจจังครับ

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา