
ตีโจทย์รธน.ผิด ปัญหาปะทุรุนแรงกว่าเดิม
“ผมไม่อยากให้รัฐธรรมนูญถอยหลังเขียนบนกรอบความคิดที่ปฏิเสธพรรคการเมือง”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
จากบทบาท “ผู้เล่น” ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขีดเส้นเปลี่ยนให้เป็นเพียง “ผู้ดู” วันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาสะท้อนมุมมองต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เริ่มปรากฏเค้าลางเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความคาดหวังจากสังคม ว่านี่จะเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนกระบวนการ “ปฏิรูป”
อภิสิทธิ์ เริ่มต้นด้วยข้อสังเกตว่ามีความไม่ชัดเจนเรื่องการ “ตีโจทย์” แถมยังทิ้งคำถามชวนคิดว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เห็น “ตรงกัน” และ “ตรงจุด” หรือไม่ ก่อนจะวิเคราะห์ไปถึงต้นตอวิกฤตปัญหาที่ผ่านมาเป็นเรื่องเนื้อหาสาระ “รัฐธรรมนูญ” น้อยมาก แถมไม่ใช่เป็นประเด็นหลักที่นำมาสู่การชุมนุมประท้วงก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557
“แต่ปัญหาคือโดยธรรมชาติ สังคมพุ่งมาตรงนี้ (รัฐธรรมนูญ) หลายเรื่อง ผู้ร่างเลยต้องพยายามหาอะไรใหม่ หรือทำอะไรให้ต่างจากเดิม โดยข้อเท็จจริงก็ไม่แน่ใจว่ามีเหตุผลชัดเจนรองรับหรือไม่ เช่น ในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อที่ต้องให้ประชาชนจัดลำดับฐานความคิดกับตัวระบบไม่รับกัน
สส.อิสระระวังถูกนายทุนซื้อ
อภิสิทธิ์ ยกตัวอย่างการตั้งโจทย์ที่ไม่ถูก คือเรื่องความเชื่อว่าปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการที่มีพรรคการเมืองมีเสียงข้างมากเด็ดขาด ทั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาอยู่ตรงที่พรรคที่ได้อำนาจไปใช้อำนาจยังไงมากกว่า “ผมไม่อยากให้รัฐธรรมนูญถอยหลังเขียนบนกรอบความคิดที่ปฏิเสธพรรคการเมือง”
“ผมยืนยันว่าถ้าวันนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ไปหยิบเรื่องนิรโทษกรรมก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร คนไม่ชอบใจก็เยอะ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นก็ต้องสู้กันไป ในกรอบ ป.ป.ช.อยู่ดี ทั้งถอดถอน ทั้งอาญา พลังที่ออกมาต่อต้านเพราะการใช้อำนาจในทางไม่ไไชอบ ตั้งแต่นิรโทษกรรมมาจนถึงการมองว่ารัฐบาลใช้ตำรวจ ราชการ เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา แต่พอไปตีโจทย์ว่า อย่าให้พรรคการเมืองมีเสียงข้างมาก มันยิ่งทำให้ฝ่ายที่มองว่าแนวคิดที่มาทำนั้นไม่เป็นประชาธิปไตยมีน้ำหนักมากขึ้น”
“ผมไม่ได้ขัดข้องว่า พรรคเพื่อไทยหรือพรรคของทักษิณจะมีเสียงข้างมาก เขาจะชนะการเลือกตั้งมาโดยบริสุทธิ์ และถ้าเขาบริหารประเทศโดยไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด มันก็ต้องแข่งขันกันไป ถ้าจะปรับแก้กติกาก็คือ ทำอย่างไรให้กติกาบังคับให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบจริง ไม่มีการเอาเครื่องมือรัฐ การปลุกระดมมวลชนมาทำลายประชาธิปไตย”
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ถูกจุดแล้ว หลายประเด็นยังเป็นการเดินถอยหลัง โดยเฉพาะการให้ สส.ลงสมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรค ที่จะย้อนกลับไปทำให้ “นายทุน”
มีอำนาจมากขึ้น เพราะถ้าย้อนกลับไปดูประวัติการเมืองไทย การมีกลุ่มการเมืองที่ไม่เป็นพรรค มีนักการเมืองอิสระเข้าไปมีอำนาจอยู่ในสภา จะกลายเป็นเหยื่อของคนที่ใช้เงินเข้าไปล็อบบี้
“คุณไม่ต้องมองแค่ สส. แม้ที่ผ่านมา สว.ที่บอกไม่สังกัดพรรค ทั้งในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เกิดอะไรขึ้น ในประเทศประชาธิปไตย ความสำคัญของพรรคแต่ถ้าเขาเลือกนาย ก. เป็นพรรคอิสระ นาย ก. สามารถไปเลือกทีหลังได้ว่าจะเอาจำนำข้าวหรือประกันรายได้ แล้วเสียงผมคืออะไร คือเสียงที่มอบเช็คเปล่าให้คนนั้นหรือ ที่หนักเข้าไปใหญ่คือ ที่บอกว่า ถ้า สส.ไม่ทำตามมติพรรคก็ไม่เป็นไร ลงโทษไม่ได้ นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นอย่างใน สจ. สท. ผมมองว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาอะไร และมันจะไปสร้างปัญหาใหม่ นี่คือตัวอย่างที่ผมเป็นห่วง”
สำหรับระบบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่มีต้นแบบจากเยอรมนีนั้น อภิสิทธิ์ เห็นว่า มีข้อดีคือ หนึ่ง ทำให้คะแนนเสียงทุกเสียงมีความหมายฉะนั้นเสียงของคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ภาคใต้ และเสียงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ที่ภาคอีสานมีความหมายไม่หายไป และสอง สะท้อนเจตนารมณ์ที่อยากให้พรรคไหนเป็นรัฐบาล
ที่ผ่านมามีคนเข้าใจผิดเยอะมาก สมมติอยากได้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็เลือกประชาธิปัตย์ในปาร์ตี้ลิสต์ แต่ชอบ สส.พรรคอื่นก็เลือก สส.เขตพรรคอื่น แต่จริงๆ แล้ว สส.เขตเยอะกว่า ปาร์ตี้ลิสต์เป็นตัวชี้ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล แต่ถ้าเป็นระบบเยอรมนีปัญหานี้ก็จะหมดไป แต่ข้อเสียคือ โอกาสที่จะทำให้เกิดรัฐบาลผสมมีมากขึ้น
รัฐบาลผสม อำนาจจะอยู่ที่พรรคเล็ก
อย่างไรก็ตาม การจะเป็นรัฐบาลผสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน แต่ว่าถ้าจะไปมองหาทางทำให้เป็นรัฐบาลผสมก็มีความสุ่มเสี่ยง คือ สุดท้ายอำนาจอยู่ที่พรรคเล็ก สองพรรคใหญ่ ยังไงก็ไม่ถึงครึ่ง กลายเป็นคนที่จะตัดสินใจว่าใครจะเป็นรัฐบาลคือพรรคเล็ก แล้วมันจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนไหมล่ะ
“คุณอยากให้เขาใช้อำนาจอะไรก็ไปจำกัดขอบเขตตรงนั้น ไม่ใช่ไปทำให้พรรคไม่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่เข้มแข็ง จริงอยู่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราเจอความเสียหายจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ แต่ขณะเดียวกันประชาชนเขาได้สัมผัสว่า อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เขาต้องการจากการเมือง มันจับต้องได้ เราต้องยอมรับ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน เป็นความสำเร็จ ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวว่านี่คือสิ่งที่เขาได้จากการไปใช้สิทธิของเขาในระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่ก่อนหน้านั้น อย่างที่ชอบพูดกัน “เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ” แต่สุดท้ายเขาบอกว่ากลายเป็นเรื่องที่นักการเมืองไปเจรจา ต่อรองกันเองว่านโยบายจะเป็นยังไง ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมว่ามันน่าจะเลยจุดนั้นมาแล้ว มันย้อนกลับไปไม่ได้หรอก”
ถามว่าสำหรับประชาธิปัตย์ชอบระบบเลือกตั้งแบบไหนมากกว่ากันนั้น อภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ชอบหลักการระบบของเยอรมนี แต่จะทำอย่างไร ให้มันไม่มีช่องโหว่ อย่างตอนนี้มาคิดเรื่องว่าเอาคะแนนตามโซนกระจาย เอา สส.เขตมาหัก อันนี้จะทำให้เกิดปัญหา ตั้งนอมินีตัวแทนกลุ่ม ทำให้ระบบการคำนวณวุ่นวายยุ่งยาก ดีไม่ดีทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคการเมืองมากขึ้น กลายเป็นว่าคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ อยากให้ สส.เขตสอบตก ไม่งั้นเดี๋ยวตัวเองไม่ได้ มันตลก เยอรมนีก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ เขาคิดสองระบบตามจำนวนของมันก่อน แล้วค่อยมาเติมอีกชุดหนึ่งให้มันสะท้อน ไม่ใช่มาหักออกแบบที่พูดกันอยู่
อภิสิทธิ์ มองว่า ประเด็นที่มาของ สว.นั้น ต้องขึ้นกับว่าอยากให้ สว.มีอำนาจอะไร แต่ว่าควรพยายามให้เดินไปในเส้นทางของการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด เพียงแต่ว่าต้องหาวิธีการเลือกตั้งที่ไม่เป็นฐานเดียวกับ เลือก สส. แค่นั้น
ส่วนการเพิ่มอำนาจให้ สว.ได้กลั่นกรอง รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ไม่คิดว่าน่าจะเป็นการแก้ปัญหา แต่เป็นการเพิ่มปัญหา ทำให้เกิดความวุ่นวายเมื่อเวลานายกฯ จะปรับ ครม.แต่ละครั้งเพราะปกติคุณสมบัติของรัฐมนตรีก็ถูกกำหนดเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งระบบของเรายังครึ่งๆ กลางๆ อย่างในอังกฤษ เขาไม่ให้เอารัฐมนตรีมาจากนอกสภาเราซะอีกกลับไปสร้างคติทำนองเหมือนรังเกียจนักการเมือง คนนอกน่าจะดีกว่า แต่ความจริงระบบอังกฤษเขาให้คนอยู่ในสภา เพราะถือว่ายังไงขี้หมูขี้หมาก็ต้องถูกตรวจสอบ
อภิสิทธิ์ มองการเปลี่ยนบทบาทผู้จัดการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนเหมือนย้อนหลังกลับไปเหมือนอดีตว่า หากมองในเชิงปฏิรูปจะเห็นว่ารัฐบาลฟังฝ่ายราชการประจำมาก อำนาจหลายอย่างย้อนกลับไปสู่กระทรวง ทบวง กรม ซึ่งไม่สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ อย่างกฎหมาย สนช.ออกมาเกือบ 100 ฉบับ เป็นกฎหมายเพิ่มหรือตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับการบริหารจัดการสมัยใหม่
“จริงอยู่องค์กรอิสระ กกต. กสทช. มีจุดอ่อนข้อบกพร่อง แต่ผมไม่คิดว่าทางแก้ของมันคือการริบอำนาจ แล้วกลับไปใส่ไว้ในกระทรวง ทบวง กรม”
สำหรับประเด็นเรื่อง “ประชามติ“ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ไม่มีวิธีไหนที่จะดีไปกว่านี้ เพราะไม่มีทางที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาแล้วทุกฝ่ายพอใจ
“แต่ถ้าไม่มีประชามติ ใครไม่พอใจก็ยกมาได้ตลอดเวลาว่ารัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรม แต่ประชามติต้องมีความชัดเจน ว่าคำถามอะไรที่จะตอบโจทย์ ตรงนี้ไม่ใช่สักแต่ทำประชามติ ผมเสนอต้องมีทางเลือกที่ชัด ไม่ใช่ไม่รับแล้ว ไม่รู้จะได้อะไร กลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ ผมบอกง่ายสุด จะเอาฉบับใหม่ หรือจะเอาฉบับที่ใช้ก่อน 22 พ.ค. ง่ายสุด ฉบับใหม่ดีกว่าเดิมไหม ถ้าดีกว่าเดิมก็เอาอันใหม่ ไม่ดีกว่าเดิมก็เอาอันเก่า”
"ปรองดอง"ต้องใจแข็งเดินบนความถูกต้อง
“ปรองดอง” ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของกระบวนการปฏิรู ป ที่จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นทิศทางความคืบหน้าสักเท่าไร ซึ่งอภิสิทธิ์ ออกตัวว่า ไ ม่รู้ว่ าโจทย์ คสช.ตั้งเกี่ยวกับการปรองดองคืออะไร ซึ่งควรเกิดจากการสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันมากกว่า เพราะอย่างไรก็มีคนคิดไม่เหมือนกัน ชอบไม่เหมือนกันต้องหาวิธีอยู่ด้วยกัน นี่ถือเป็นประชาธิปไตยแต่ถ้าเอาปัญหาของกลุ่มบุคคลเป็นตัวตั้งจะแก้อย่างนี้เพื่อความปรองดองก็ไปผิดทาง
อภิสิทธิ์ วิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งที่ลดลงเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อไม่มาเผชิญหน้ากันก็ย่อ ม ล ด ล ง แต่มี ปัญหาพื้นฐานที่ต้องไปช่วยแก้อย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำ ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งของการต่อสู้ที่ทับซ้อนกันอยู่ คือคุณทักษิณครอบครัวและกลุ่มผลประโยชน์ เฉพาะตัวและเอาผลประโยชน์มาวางทับซ้อน ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตย ถ้ายังแกะไม่ออกปัญหาก็ไม่จบ
ทั้งนี้ เวลามีการใช้กฎอัยการศึกมีทั้งการเรียกคนไปปรับทัศนคติ ห้ามจัดสัมมนาฝ่ายที่เขามีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ก็มีเหตุผลที่ต่อต้านมากขึ้น คนที่มีประโยชน์ส่วนตัว โดยเอาตัวนี้บังหน้าก็ใช้ประโยชน์ตรงหน้ามากขึ้น ตรงนี้ต้องแยกให้ออกเพราะที่เห็นการเมืองเงียบไม่ใช่เงียบโดยธรรมชาติ
อภิสิทธิ์ ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่สังคมจะกลับมาปรองดอง แต่สังคมต้องอดทน เพราะจะต้องทำให้บ้านเมืองอยู่บนความถูกต้อง ไม่ใช่ไปเอาแต่ความสะดวกสบายเพื่อให้อยู่กันง่ายขึ้น ดังนั้น ถ้าจะต้อง
มีปัญหากับคนที่ไม่อยากได้ความถูกต้องก็ต้องเผชิญหน้าและสู้กันไป เพราะถ้าไปยอมเอาแต่สบาย แต่ไม่ถูกต้องเพื่อให้อยู่กันง่ายขึ้นก็จะไม่จีรังยั่งยืน ปัญหาเก่าๆ ก็จะย้อนกลับมา
ดังนั้น ต้องใจแข็งเดินบนความถูกต้องหลายๆ คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ก็สะท้อนตรงนี้ออกมา แต่ว่า องคาพยพที่ทำงานอยู่รอบๆตัวท่านเข้าใจหรือไม่ ไม่แน่ใจ
ขณะที่ประเด็นร้อนอย่างการ “นิรโทษกรรม” อภิสิทธิ์ เห็นว่า กลุ่มที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม คือกลุ่มที่มีความผิดทางการเมือง และ ละเมิดกฎหมายพิเศษ ซึ่งจะทำตรงนี้ก็ยังยาก เพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ถ้าจะนิรโทษกรรมผู้มาชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นชป.) หรือคณะกรรมการป ระชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)ก็จะมีคำถามต่อมาว่า แล้วคนที่ละเมิดกฎอัยการศึกตอนนี้หรือต่อไป คนที่ออกมาชู 3 นิ้ว จะได้นิรโทษกรรมด้วยไหม ดังนั้นควรต้องรอให้สถานการณ์นิ่งเสียก่อน
“ประเด็นเรื่องกฎอัยการศึก ผมเห็นว่าทำไมต้องห้ามชุมนุมทุกประเภท ถ้าจะใช้อำนาจพิเศษทำไมไม่เปิดให้การประชุม ชุมนุมสัมมนา เรียกร้องผลประโยชน์ส่วนรวม หรือเรื่องความเดือดร้อนจริงๆ หากอันไหนไม่ใช่หรือใช้วิธีทำให้เกิดความเดือดร้อนก็ไม่ต้องอนุญาต
...เพราะสภาพที่ทำเวลานี้ทำไปตลอดไม่ได้ ยิ่งในวันข้างหน้าต้องเดินไปสู่การเลิกกฎอัยการศึก ต้องมีม็อบบ้าง แต่พอไปห้ามก็เลยยิ่งอึดอัด เลยยิ่งมีทัศนคติที่จะมีความขัดแย้งมากขึ้น แต่ก็เห็นใจ มีคนอย่างว่าพยายามฉวยโอกาสตรงนี้ไปสร้างประโยชน์”
...เปรียบเทียบเหมือนเกิดการก่อการร้ายที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เกือบ 14 ปีที่แล้ว ถ้าคุณสามารถไปไล่จัดการผู้ก่อการร้ายได้ก็จบ แต่หากคุณประกาศสงครามเข้าไปยึดประเทศทั้งประเทศมันจบไหมล่ะ ทำไมวันนี้ บิน ลาเดน ตายแล้วไม่จบล่ะ เพราะเวลาคุณกวาดไปหมดคุณก็ไปสร้างกลุ่มใหม่ขึ้นมา ในสื่อคุณก็จะเห็นเพื่อนๆ คุณ รอบนี้ก็จะมีบางคน ที่เดิมไม่ได้รุนแรง มาก ตอนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป”
ผิดที่นโยบาย!! น้ำมันถูก แต่ของแพง
ย่างเข้าสู่เดือนที่ 9 หลังรัฐประหาร อภิสิทธิ์ประเมินว่า ความพึงพอใจต่อ คสช.และรัฐบาลเวลานี้มาจากปัจจัยความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก เพราะคนเหนื่อยและเบื่อกับการมีความขัดแย้งทางการเมือง แต่ทว่าเนื้อหาของการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อปลายทางยังน่าเป็นห่วง รวมไปถึงการบริหารเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่พื้นฐาน เพราะความเรียบร้อยมาจากการใช้ “อำนาจพิเศษ” ย่อมไม่ยั่งยืน ดังนั้นงานหนักจึงรออยู่ข้างหน้าสำหรับนายกฯ และรัฐบาล
ทว่า ประเด็นปฏิรูปน่าเป็นห่วงอยู่สองด้าน คือ พลังงาน และการกระจายอำนาจ ที่ยังไม่เห็นสัญญาณว่ามีความเข้าใจในเสียงเรียกร้องการปฏิรูป และไม่เห็นว่าการปฏิรูปทั้งสองด้านมาจากความคิดอะไร โดยเฉพาะด้านพลังงานที่อาการหนักสุด ซึ่งคงต้องแยกไปพูดคุยทีหลังว่าใครถูกผิดทางข้อมูลซึ่งเป็นอีกเรื่อง แต่ไม่มีสัญญาณจากผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องว่าเข้าใจประเด็นพื้นฐาน หรือวิธีคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรของประชาชน
อภิสิทธิ์อธิบายว่า ปัจจุบันพบว่ามีการกระทำที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น ทั้งเรื่องนโยบายก๊าซหุงต้มของรัฐบาล ซึ่งเป็นการบังคับให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อก๊าซนำเข้าที่ภาคอุตสาหกรรมกับปิโตรเคมีต้องการ แทนที่จะคิดว่าของที่มีอยู่ในประเทศเราพอที่จะให้ชาวบ้านหุงต้มทั้งประเทศ ส่วนปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมใช้มาก ทำให้ประเทศต้องนำเข้า คุณก็รับผิดชอบตรงนั้นไป เพราะใช้เสร็จก็ไปผลิตสินค้าในตลาด แต่เปล่า รัฐบาลนี้มานิยามว่าความยุติธรรมคือให้ชาวบ้านจ่ายเท่ากับอุตสาหกรรม และที่ตลกกว่านั้น คือประชาชนจ่ายมากกว่าปิโตรเคมี
“ผมไม่เห็นความเป็นธรรมตรงไหน ไม่เห็นสอดคล้องกับแนวคิดว่านี่ทรัพยากรของประชาชนตรงไหน สัมปทาน และระบบแบ่งปันผลผลิต มีข้อดีข้อเสียสองด้าน แต่กลับพบว่าไม่มีท่าทีรับฟังอย่างจริงใจ หรือนำมาเปรียบเทียบชัดๆ ว่าทางเลือกที่มีอะไรดีกว่ากัน แม้สมมติว่าสัมปทานดีกว่าจริง แต่ที่ผ่านมายังมีจุดอ่อนหลายเรื่อง ไม่มีการแก้ไขก่อน จะมาอ้างเรื่องความมั่นคงทางพลังงานก็ไม่รู้นิยามอย่างไร”
อภิสิทธิ์มองว่า อีกเรื่องที่มีปัญหาคือเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งควรจะมีรูปธรรมของทิศทางการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่กลับมีความพยายามต้านการกระจายอำนาจ ยังต้องมาเถียงกันว่ายุบไม่ยุบ ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ตัวที่เป็นความพยายามจะปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตัวเดียวที่จะเป็นสัญลักษณ์คือภาษีมรดก แต่ว่ายังมีอีกหลายเรื่องต้องทำ
“ที่จริงถือเป็นความโชคดีเมื่อราคาน้ำมันดิบลดลงน่าจะทำอะไรให้ราบรื่นกว่านี้ แต่ทำไมประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลคิดไม่ออกว่าประชาชนบ่นว่าไม่มีกำลังซื้อ ของแพง เอาง่ายๆ กลับไปเรื่องเดิม เงินเฟ้อ หมวดที่ขึ้นคืออาหาร วันนี้คุณเดินไปกินข้าวแกง เทียบกับสี่ห้าปีที่แล้วขึ้นไปเป็นเท่าตัวเพราะอะไร เพราะคุณขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม คุณมองไม่ออกหรือยังไง มาสงสัยได้อย่างไร ทำไมคนถึงถามว่าราคาน้ำมันลด ข้าวของแพงขึ้นก็มาจากนโยบายคุณ ไม่น่ามีที่ไหนในโลกในสถานการณ์เช่นนี้ ที่ต้องขึ้นค่าแท็กซี่ ก็มีที่นี่เพราะนโยบาย ไม่ใช่เพราะกลไกตลาด แต่เป็นเพราะนโยบาย
ผมยังหาเหตุผลทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ ทางความเป็นธรรม ความชอบธรรมไม่ได้เลยว่าทำไมปิโตรเคมีใช้ก๊าซถูกกว่าชาวบ้าน ที่ใช้ในความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านไม่เคยทำให้ต้องนำเข้าก๊าซ ใครที่เติบโตมากสุด 4-5 ปี คือ ปิโตรเคมี สองประชาชนใช้ก๊าซถูกไม่ได้ทำให้เขาใช้ก๊าซมากขึ้นนะ ถ้าก๊าซแพงกินน้อยลง ถ้าก๊าซถูกกินมากขึ้นหรือไง มันไม่มี อันนี้ไร้สาระ เป็นการบิดเบือนถ้าพูดว่าประชาชนใช้ถูกแล้วฟุ่มเฟือย มันไม่จริง มันเป็นเรื่องไร้สาระ ผมต้องถามเขา ถ้าบอกว่าต้องเก็บภาษี เพราะไม่ต้องการส่งเสริมให้เขาใช้ แล้วจะให้เขาใช้อะไร ถ่าน ฟืน หรือไง”
อภิสิทธิ์วิเคราะห์ต่อไปว่า สิ่งที่จะช่วยให้นโยบายประชานิยมกลับมาคือ ถ้าประชาชนมีความยากลำบากจากการบริหารราชการในสถานการณ์แบบนี้ พรรคการเมืองที่หาเสียงทางประชานิยมทางเศรษฐกิจจะมีโอกาสชนะเลือกตั้งมากที่สุด แม้จะเขียนล็อกในรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้มีประชานิยมก็คงห้ามไม่ได้ เพราะคุณขาดความเข้าใจ คุณสุดโต่ง ประชานิยมที่เสียหาย อย่างเช่น จำนำข้าว คุณจะช่วยชาวนา 1 บาท คุณต้องใช้เงิน 2-3 บาท ตกหายระหว่างทางโกงกิน แต่ไม่ใช่ว่าเพราะฉะนั้นไม่ให้เลย มันมีทางตรงกลางที่ทำได้ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะให้ไร่ละพันหรือ แต่ให้แล้วตรงความต้องการหรือไม่ มันแก้ปัญหาได้ไหม เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ขณะที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการอัดเงินลงไปในระบบนั้น อภิิสิทธิ์มองว่า สิ่งที่รัฐบาลจะเดินไปคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานนั้นดีอยู่แล้ว แต่พูดในเรื่องความเชื่อบริหารเศรษฐกิจ ระยะสั้น ระยะกลาง ด้วยความคิดว่าจะเร่งรัดงบประมาณลงไปเป็นความคิดที่เก่ามาก เพราะหนึ่งสัดส่วนการใช้จ่ายของรัฐไม่ได้สูงขนาดนั้น สอง สร้างถนน ขุดบ่อน้ำ พาข้าราชการไปสัมมนามากขึ้น เงินที่เกิดขึ้น ผลผลิตที่เกิดขึ้นอยู่ที่ไหน
“เศรษฐกิจที่มันจะดีจริง คือถ้าเงินในกระเป๋าประชาชนเยอะแล้วเขาจ่ายเอง ถ้าเศรษฐกิจดีแบบนั้น รัฐบาลดีด้วย เพราะเก็บภาษีมากขึ้น คุณไปดูวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศไหนที่กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเอาเงินใส่มือประชาชน ซึ่งรวมทั้งเราด้วย และถูกวิจารณ์เรื่องเช็คสองพันบาท นั่นคือเศรษฐกิจที่ฟื้นเร็วที่สุด ประเทศไหนไปทำโครงสร้างพื้นฐานไม่ทันกิน กว่าจะเลือกโครงการ ประมูลเสร็จทุกอย่าง และไม่ได้จ้างเงินเยอะ อยู่ที่ผู้รับเหมา กว่าจะเอาเงินมาหมุนในเศรษฐกิจใช้เวลา”
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยุคนี้เศรษฐกิจเดินได้ด้วยเอกชนกับประชาชนเป็นหลัก การลงทุนมีข้อจำกัดในสถานการณ์พิเศษ การท่องเที่ยวอย่างไรเสียก็ได้รับผลกระทบ ดังนั้นถ้ามีความจำเป็นต้องคงกฎอัยการศึก เพื่อจะรักษาความสงบก็ว่าไป แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอกว่าไม่กระทบท่องเที่ยว เพราะหนึ่งหลายประเทศพอมีกฎอัยการศึกคนจะมาซื้อประกันก็มาไม่ได้ สองอยู่ยุโรป อเมริกา มีที่เที่ยวเยอะแยะ จะปักใจมาไทยหรือ แค่เห็นว่าประกาศกฎอัยการศึกคงไม่มีใครจะมาดูว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เขาก็เลือกที่อื่นก่อน ยิ่งรัสเซียกำลังซื้อหาย อันนี้ได้รับผลกระทบหมด
สำหรับทางแก้ไขของรัฐบาล อภิสิทธิ์มองว่า อย่างน้อยที่สุดต้องขจัดนโยบายซ้ำเติมประชาชนเสียก่อน ทั้งขู่ขึ้นก๊าซ ขึ้นภาษี ที่จะเป็นตัวกดการใช้จ่าย สองไล่ดูกลุ่มประชาชนแต่ละกลุ่ม ทั้งเกษตรกร ธุรกิจผู้ใช้แรงงาน ธุรกิจขนาดเล็กอะไรที่จะเติมกำลังเขาได้ไม่เสียหาย ไม่ทุจริต ไม่บิดเบือน สามโครงสร้างพื้นฐานที่ทำอยู่ดีอยู่แล้ว ก็เร่งทำให้เป็นรูปธรรม รวมทั้งจะต้องไปคิดลงทุนด้านสังคม การศึกษา วิจัย ไอซีที สี่ถ้าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐควรจะต้องมีการจ้างงานแล้วถึงชาวบ้านมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น โครงการขนาดเล็กที่ไปเสริมศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวทำได้เร็ว ตั้งเป้าก่อนไฮซีซั่นแหล่งท่องเที่ยวที่จะไปพัฒนาคืออะไร
ส่วนคำถามว่า บุคลากรที่ทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเวลานี้ต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ อภิสิทธิ์ตอบแบบเลี่ยงๆ ว่าไม่อยากวิจารณ์เชิงตัวบุคคล “ดูที่งานเป็นหลัก งานไปได้ดีก็ให้เขาทำงานต่อ งานไม่ดีเขาก็ต้องปรับตัวเองหรือปรับเขา ก็มีเท่านั้น (หัวเราะ)”







