
ผิดที่นโยบาย!! น้ำมันถูก แต่ของแพง
ย่างเข้าสู่เดือนที่ 9 หลังรัฐประหาร อภิสิทธิ์ประเมินว่า ความพึงพอใจต่อ คสช.และรัฐบาลเวลานี้มาจากปัจจัยความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ย่างเข้าสู่เดือนที่ 9 หลังรัฐประหาร อภิสิทธิ์ประเมินว่า ความพึงพอใจต่อ คสช.และรัฐบาลเวลานี้มาจากปัจจัยความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก เพราะคนเหนื่อยและเบื่อกับการมีความขัดแย้งทางการเมือง แต่ทว่าเนื้อหาของการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อปลายทางยังน่าเป็นห่วง รวมไปถึงการบริหารเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่พื้นฐาน เพราะความเรียบร้อยมาจากการใช้ “อำนาจพิเศษ” ย่อมไม่ยั่งยืน ดังนั้นงานหนักจึงรออยู่ข้างหน้าสำหรับนายกฯ และรัฐบาล
ทว่า ประเด็นปฏิรูปน่าเป็นห่วงอยู่สองด้าน คือ พลังงาน และการกระจายอำนาจ ที่ยังไม่เห็นสัญญาณว่ามีความเข้าใจในเสียงเรียกร้องการปฏิรูป และไม่เห็นว่าการปฏิรูปทั้งสองด้านมาจากความคิดอะไร โดยเฉพาะด้านพลังงานที่อาการหนักสุด ซึ่งคงต้องแยกไปพูดคุยทีหลังว่าใครถูกผิดทางข้อมูลซึ่งเป็นอีกเรื่อง แต่ไม่มีสัญญาณจากผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องว่าเข้าใจประเด็นพื้นฐาน หรือวิธีคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรของประชาชน
อภิสิทธิ์อธิบายว่า ปัจจุบันพบว่ามีการกระทำที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น ทั้งเรื่องนโยบายก๊าซหุงต้มของรัฐบาล ซึ่งเป็นการบังคับให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อก๊าซนำเข้าที่ภาคอุตสาหกรรมกับปิโตรเคมีต้องการ แทนที่จะคิดว่าของที่มีอยู่ในประเทศเราพอที่จะให้ชาวบ้านหุงต้มทั้งประเทศ ส่วนปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมใช้มาก ทำให้ประเทศต้องนำเข้า คุณก็รับผิดชอบตรงนั้นไป เพราะใช้เสร็จก็ไปผลิตสินค้าในตลาด แต่เปล่า รัฐบาลนี้มานิยามว่าความยุติธรรมคือให้ชาวบ้านจ่ายเท่ากับอุตสาหกรรม และที่ตลกกว่านั้น คือประชาชนจ่ายมากกว่าปิโตรเคมี
“ผมไม่เห็นความเป็นธรรมตรงไหน ไม่เห็นสอดคล้องกับแนวคิดว่านี่ทรัพยากรของประชาชนตรงไหน สัมปทาน และระบบแบ่งปันผลผลิต มีข้อดีข้อเสียสองด้าน แต่กลับพบว่าไม่มีท่าทีรับฟังอย่างจริงใจ หรือนำมาเปรียบเทียบชัดๆ ว่าทางเลือกที่มีอะไรดีกว่ากัน แม้สมมติว่าสัมปทานดีกว่าจริง แต่ที่ผ่านมายังมีจุดอ่อนหลายเรื่อง ไม่มีการแก้ไขก่อน จะมาอ้างเรื่องความมั่นคงทางพลังงานก็ไม่รู้นิยามอย่างไร”
อภิสิทธิ์มองว่า อีกเรื่องที่มีปัญหาคือเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งควรจะมีรูปธรรมของทิศทางการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่กลับมีความพยายามต้านการกระจายอำนาจ ยังต้องมาเถียงกันว่ายุบไม่ยุบ ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ตัวที่เป็นความพยายามจะปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตัวเดียวที่จะเป็นสัญลักษณ์คือภาษีมรดก แต่ว่ายังมีอีกหลายเรื่องต้องทำ
“ที่จริงถือเป็นความโชคดีเมื่อราคาน้ำมันดิบลดลงน่าจะทำอะไรให้ราบรื่นกว่านี้ แต่ทำไมประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลคิดไม่ออกว่าประชาชนบ่นว่าไม่มีกำลังซื้อ ของแพง เอาง่ายๆ กลับไปเรื่องเดิม เงินเฟ้อ หมวดที่ขึ้นคืออาหาร วันนี้คุณเดินไปกินข้าวแกง เทียบกับสี่ห้าปีที่แล้วขึ้นไปเป็นเท่าตัวเพราะอะไร เพราะคุณขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม คุณมองไม่ออกหรือยังไง มาสงสัยได้อย่างไร ทำไมคนถึงถามว่าราคาน้ำมันลด ข้าวของแพงขึ้นก็มาจากนโยบายคุณ ไม่น่ามีที่ไหนในโลกในสถานการณ์เช่นนี้ ที่ต้องขึ้นค่าแท็กซี่ ก็มีที่นี่เพราะนโยบาย ไม่ใช่เพราะกลไกตลาด แต่เป็นเพราะนโยบาย
ผมยังหาเหตุผลทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ ทางความเป็นธรรม ความชอบธรรมไม่ได้เลยว่าทำไมปิโตรเคมีใช้ก๊าซถูกกว่าชาวบ้าน ที่ใช้ในความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านไม่เคยทำให้ต้องนำเข้าก๊าซ ใครที่เติบโตมากสุด 4-5 ปี คือ ปิโตรเคมี สองประชาชนใช้ก๊าซถูกไม่ได้ทำให้เขาใช้ก๊าซมากขึ้นนะ ถ้าก๊าซแพงกินน้อยลง ถ้าก๊าซถูกกินมากขึ้นหรือไง มันไม่มี อันนี้ไร้สาระ เป็นการบิดเบือนถ้าพูดว่าประชาชนใช้ถูกแล้วฟุ่มเฟือย มันไม่จริง มันเป็นเรื่องไร้สาระ ผมต้องถามเขา ถ้าบอกว่าต้องเก็บภาษี เพราะไม่ต้องการส่งเสริมให้เขาใช้ แล้วจะให้เขาใช้อะไร ถ่าน ฟืน หรือไง”
อภิสิทธิ์วิเคราะห์ต่อไปว่า สิ่งที่จะช่วยให้นโยบายประชานิยมกลับมาคือ ถ้าประชาชนมีความยากลำบากจากการบริหารราชการในสถานการณ์แบบนี้ พรรคการเมืองที่หาเสียงทางประชานิยมทางเศรษฐกิจจะมีโอกาสชนะเลือกตั้งมากที่สุด แม้จะเขียนล็อกในรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้มีประชานิยมก็คงห้ามไม่ได้ เพราะคุณขาดความเข้าใจ คุณสุดโต่ง ประชานิยมที่เสียหาย อย่างเช่น จำนำข้าว คุณจะช่วยชาวนา 1 บาท คุณต้องใช้เงิน 2-3 บาท ตกหายระหว่างทางโกงกิน แต่ไม่ใช่ว่าเพราะฉะนั้นไม่ให้เลย มันมีทางตรงกลางที่ทำได้ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะให้ไร่ละพันหรือ แต่ให้แล้วตรงความต้องการหรือไม่ มันแก้ปัญหาได้ไหม เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ขณะที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการอัดเงินลงไปในระบบนั้น อภิิสิทธิ์มองว่า สิ่งที่รัฐบาลจะเดินไปคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานนั้นดีอยู่แล้ว แต่พูดในเรื่องความเชื่อบริหารเศรษฐกิจ ระยะสั้น ระยะกลาง ด้วยความคิดว่าจะเร่งรัดงบประมาณลงไปเป็นความคิดที่เก่ามาก เพราะหนึ่งสัดส่วนการใช้จ่ายของรัฐไม่ได้สูงขนาดนั้น สอง สร้างถนน ขุดบ่อน้ำ พาข้าราชการไปสัมมนามากขึ้น เงินที่เกิดขึ้น ผลผลิตที่เกิดขึ้นอยู่ที่ไหน
“เศรษฐกิจที่มันจะดีจริง คือถ้าเงินในกระเป๋าประชาชนเยอะแล้วเขาจ่ายเอง ถ้าเศรษฐกิจดีแบบนั้น รัฐบาลดีด้วย เพราะเก็บภาษีมากขึ้น คุณไปดูวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศไหนที่กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเอาเงินใส่มือประชาชน ซึ่งรวมทั้งเราด้วย และถูกวิจารณ์เรื่องเช็คสองพันบาท นั่นคือเศรษฐกิจที่ฟื้นเร็วที่สุด ประเทศไหนไปทำโครงสร้างพื้นฐานไม่ทันกิน กว่าจะเลือกโครงการ ประมูลเสร็จทุกอย่าง และไม่ได้จ้างเงินเยอะ อยู่ที่ผู้รับเหมา กว่าจะเอาเงินมาหมุนในเศรษฐกิจใช้เวลา”
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยุคนี้เศรษฐกิจเดินได้ด้วยเอกชนกับประชาชนเป็นหลัก การลงทุนมีข้อจำกัดในสถานการณ์พิเศษ การท่องเที่ยวอย่างไรเสียก็ได้รับผลกระทบ ดังนั้นถ้ามีความจำเป็นต้องคงกฎอัยการศึก เพื่อจะรักษาความสงบก็ว่าไป แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอกว่าไม่กระทบท่องเที่ยว เพราะหนึ่งหลายประเทศพอมีกฎอัยการศึกคนจะมาซื้อประกันก็มาไม่ได้ สองอยู่ยุโรป อเมริกา มีที่เที่ยวเยอะแยะ จะปักใจมาไทยหรือ แค่เห็นว่าประกาศกฎอัยการศึกคงไม่มีใครจะมาดูว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เขาก็เลือกที่อื่นก่อน ยิ่งรัสเซียกำลังซื้อหาย อันนี้ได้รับผลกระทบหมด
สำหรับทางแก้ไขของรัฐบาล อภิสิทธิ์มองว่า อย่างน้อยที่สุดต้องขจัดนโยบายซ้ำเติมประชาชนเสียก่อน ทั้งขู่ขึ้นก๊าซ ขึ้นภาษี ที่จะเป็นตัวกดการใช้จ่าย สองไล่ดูกลุ่มประชาชนแต่ละกลุ่ม ทั้งเกษตรกร ธุรกิจผู้ใช้แรงงาน ธุรกิจขนาดเล็กอะไรที่จะเติมกำลังเขาได้ไม่เสียหาย ไม่ทุจริต ไม่บิดเบือน สามโครงสร้างพื้นฐานที่ทำอยู่ดีอยู่แล้ว ก็เร่งทำให้เป็นรูปธรรม รวมทั้งจะต้องไปคิดลงทุนด้านสังคม การศึกษา วิจัย ไอซีที สี่ถ้าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐควรจะต้องมีการจ้างงานแล้วถึงชาวบ้านมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น โครงการขนาดเล็กที่ไปเสริมศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวทำได้เร็ว ตั้งเป้าก่อนไฮซีซั่นแหล่งท่องเที่ยวที่จะไปพัฒนาคืออะไร
ส่วนคำถามว่า บุคลากรที่ทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเวลานี้ต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ อภิสิทธิ์ตอบแบบเลี่ยงๆ ว่าไม่อยากวิจารณ์เชิงตัวบุคคล “ดูที่งานเป็นหลัก งานไปได้ดีก็ให้เขาทำงานต่อ งานไม่ดีเขาก็ต้องปรับตัวเองหรือปรับเขา ก็มีเท่านั้น (หัวเราะ)”







