
รวบยายพิจิตรบังคับหลานค้ากาม
ตำรวจจับอดีตผู้ช่วยสส.พิจิตร พร้อม 3 หนุ่มกลัดมัน และยายวัย 57 พาหลาน ม.1-ม.2 ขายตัวแลกเหล้า
ตำรวจจับอดีตผู้ช่วยสส.พิจิตร พร้อม 3 หนุ่มกลัดมัน และยายวัย 57 พาหลาน ม.1-ม.2 ขายตัวแลกเหล้า
พ.ต.อ.สันติรักษ์ อินทรขาว ผกก.สภ.เมืองพิจิตร กล่าว่า ได้จับกุมนางกิมวา ศรีอ้น อายุ 57 ปี ชาวบ้าน ต.ท่าฬ่อ อ.เมือง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นยายบังคับหลานสาวในใส้ 2 คน อายุ 13 และ 14 ปี ที่เรียนอยู่ ร.ร.มัธยมแห่งหนึ่งใน ต.ท่าฬ่อ อ.เมือง จ.พิจิตร โดยเรียนอยู่ชั้น ม.1 และ ม.2 ให้ตะเวนขายบริการ หลังเด็กสุดทนไปเล่าให้ครูสุภาพสตรี 2 ท่านฟัง จนครูพาเข้าพบพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงได้ร่วมกันเป็นโจทก์พาเด็กเข้าแจ้งความเป็นคดี
นอกจากนี้ยังได้จับกุมตัว 4 ชายหนุ่มในหมู่บ้านที่ซื้อบริการมาดำเนินคดีที่ประกอบไปด้วย ผู้ต้องหารายแรก คือ นายโสภณ สิทธิเกสร อายุ 48 ปีที่อดีตเคยเป็นผู้ช่วย นายบุญเสริม ถาวรกูล อดีต สส.พิจิตร พรรคชาติไทย เมื่อประมาณปี 38/39 และล่าสุดเป็นผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่สำนักงานของพรรคเพื่อไทย สาขาตะพานหิน ของ นายนาวิน บุญเศรษฐ อดีตเลขานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหารายที่ 2 คือ นายปราโมทย์ บัวหลวง อายุ 35 ปี หนุ่มในหมู่บ้านที่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ผู้ต้องหารายที่ 3 คือ นายเจตน์ อยู่สุภาพ อายุ 40 ปี ครูสอนวิชาสังคม ร.ร.เมธีวิทยา ต.ท่าฬ่อ อ.เมือง จ.พิจิตร ที่เด็กทั้งสอนเรียนอยู่ ซึ่งได้แอบย่องเข้ามอบตัวตั้งแต่กลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา และ ได้ขอประกันตัวออกไป
โดยตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนว่าทั้งหมดยังหัวหมอและปากแข็งให้การปฏิเสธสู้คดีพร้อมกับดำเนินคดี ซึ่งตำรวจได้ตั้งข้อกล่าวหาทั้งหมดว่า กระทำอนาจารและชำเราหญิงอื่น ซึ่งมิใช่ภรรยาตนเองและพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี รวมถึงตัว นางกิมวา ผู้เป็นยาย ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา “เป็นธุระจัดหาให้มีการค้าประเวณี” ตามพรบ.ค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นกฏหมายที่มีบทลงโทษสูง โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และกำลังให้ทนายความยื่นขอประกันตัวเพื่อสู้คดี
ในส่วนของนายสุรเสน ทั่งทอง ผอ.สพท.พิจิตร เขต 1 กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับ 2 เยาวชน ที่ต้องเจอกับวิบากกรรมทั้งคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดในหมู่บ้านกระทำ ซึ่งเรื่องดังกล่าวทาง สพท.พิจิตร เขต 1 จะได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ส่วนรูปคดีที่มีข่าวว่ามีครูชายที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ถ้าผลการสอบสวนและสำนวนแน่ชัด อีกทั้งถ้าเด็กชี้ตัวยืนยัน ทางสพท.พิจิตร เขต 1 ก็จะมีมาตรการลงโทษขั้นสูงสุดถึงไล่ออก ซึ่งอาจมิต้องรอศาลตัดสิน เพราะเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอย่างรุนแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องขอเวลาให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายด้วย
สำหรับเรื่องดังกล่าวใน จ.พิจิตร กำลังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านที่สงสารเด็กทั้งสองพี่น้องที่ต้องมาเจอวิบากกรรมถูกพ่อแม่ทอดทิ้งก็ทุกข์พออยู่แล้ว ยังต้องมาเจอยายแสนชั่วช้าพาไปขายตัวแล้วคนทั้งหมู่บ้านก็รุมโทรมคร่าพรหมจรรย์เด็กที่อายุเพียง 13 และ 14 ปี ว่าเป็นเรื่องย้อนรอยคล้ายตำนาน “คืนบาปพรหมพิราม” ซึ่งเป็นตำบลติดกันที่มีชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านรุมโทรมหญิงแต่ที่พิจิตร ครั้งนี้เป็นเรื่องซื้อบริการและล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหญิงทั้งสอง ซึ่งมีข้อมูลว่าเด็กหญิงกุหลาบ ( นามสมมุติ ) ผู้เป็นพี่เปิดเผยให้ครูประจำชั้นที่เป็นอาจารย์หญิงฟังว่า...ชายที่ซื้อบริการและเธอจำได้แม่นยำมีมากกว่า 17 คน ทั้งคนหนุ่ม และ คนแก่ ครูในโรงเรียน และ ผู้นำชุมชน ก็มีส่วนร่วมในการสร้างตราบาปในครั้งนี้ด้วย ซึ่งตำรวจพิจิตรกำลังรวบรวมหลักฐาน และทยอยออกหมายจับยกทั้งตำบลได้แน่
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่าหลังเกิดคดีและมีผู้ต้องหาเป็นถึงอดีตเลขา สส.พิจิตร และ หัวคะแนนรวมถึง ผู้นำชุมชน,ชาวบ้านวัยรุ่น , วัยชรา , ข้าราชการบำนาญ ทำให้โรงพักคึกคักไปด้วย นักการเมืองท้องถิ่น และ ทนายความ ที่ขอเข้าเจรจากับตำรวจให้ตัดตอนการสอบสวนและพยายามบุกไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพิจิตร ที่อยู่ในความดูแลของพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พิจิตร ที่เป็นเซฟเฮ้าส์นำเด็กทั้งสองมาพักฟื้นร่างกายและจิตใจ ก็มีผู้ไปขอพบเด็กและจะขอเสี้ยมสอนรวมถึงมีพฤติกรรมที่น่าจะข่มขู่พยานและผู้เสียหายมิให้ขยายความเพื่อหลีกหนีคดี ซึ่งทำให้เด็กทั้งสองและผู้ที่ดูแลต้องอยู่ในความหวาดผวา
ทั้งนี้เนื่องจากเกรงผู้มีอิทธิพลจะมาอุ้มผู้เสียหายที่เป็นเด็กหญิงทั้งสอง หรือปิดปากสองพี่น้องดังกล่าว อีกทั้งมีกระแสโจทย์จัณฑ์การวิ่งเต้นที่มีการลงขันเกือบรายละ 50,000 บาท รวมเป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาท เพื่อตัดตอนและล้มคดี ดังกล่าว แต่ตำรวจยืนยันว่าเป็นนโยบายของ นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร ผวจ.พิจิตร ที่สั่งให้ทำสำนวนให้รัดกุมและให้จับทุกคนไม่มีการไว้หน้า หากเด็กทั้งสองคนให้การพลาดพิงถึงใครก็จะจับกุมอย่างแน่นอน ดังนั้นเรื่องล้มคดีจึงเป็นแค่คำร่ำลือของชาวบ้านที่พูดกันไปเรื่อยเปื่อย







