
หลักการจำกัดสิทธิทางการเมือง
ในห้วงเวลาที่ประชาชนมีความตื่นตัวเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเช่นนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในเรื่องการจำกัดสิทธิทางการเมืองของพลเมืองให้เข้ารูปเข้ารอยเสียที
ในห้วงเวลาที่ประชาชนมีความตื่นตัวเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเช่นนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในเรื่องการจำกัดสิทธิทางการเมืองของพลเมืองให้เข้ารูปเข้ารอยเสียที
ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่องการจำกัดสิทธิทางการเมืองนั้นอยู่มาก และนักพูดนักวิเคราะห์หลายท่านก็ทำให้ผู้ฟังซึ่งมิใช่นักกฎหมายเกิดความสับสนว่า การจำกัดสิทธิทางการเมืองกับการดำเนินคดีอาญานั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ อย่างไร
จะว่าไปแล้วสิทธิทางการเมือง (Political Right) เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์แต่ละคนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่ง (Civil Right) มิใช่สิทธิที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิดอย่างเช่นสิทธิมนุษยชน (Human Right)
ดังนั้น หากพลเมืองผู้ใดใช้สิทธิทางการเมืองของตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐจึงชอบที่จะ “จำกัด” สิทธิทางการเมืองของพลเมืองผู้นั้น เพื่อมิให้เขาใช้สิทธิทางการเมืองในทางที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก และย่อมสามารถ “เรียกคืน” สิทธิทางการเมืองจากผู้นั้นเป็นการถาวรได้ด้วย
การใช้สิทธิทางการเมืองโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองในแต่ละกรณีนั้น มีผลกระทบต่อ “คุณค่า” (Value) ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแตกต่างกัน
การจำกัดหรือเรียกคืนสิทธิทางการเมืองของพลเมืองจึงขึ้นอยู่กับว่า “การกระทำ” หรือการใช้สิทธิทางการเมืองที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองนั้นมี “สภาพร้ายแรง” มากน้อยเพียงใด หรือ “มีผลกระทบต่อคุณค่าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” เพียงใด
หากการใช้สิทธิทางการเมืองของพลเมืองผู้ใดมีผลกระทบต่อคุณค่าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่มากนัก รัฐก็อาจห้ามมิให้ใช้สิทธิทางการเมืองชั่วคราวได้ เพื่อปรามมิให้พลเมืองนั้นใช้สิทธิทางการเมืองในลักษณะดังกล่าวอีก
แต่จะเป็นระยะเวลาเท่าใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับนิตินโยบายของแต่ละรัฐ แต่ถ้าพลเมืองผู้ใดใช้สิทธิทางการเมืองของตนในลักษณะที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของรัฐหรือสารัตถะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็ชอบที่รัฐจะเรียกคืนสิทธิทางการเมืองของพลเมืองนั้นเสีย
สำหรับการพิจารณาว่าการใช้สิทธิทางการเมืองของพลเมืองใดมี “สภาพร้ายแรง” ต่อความเป็นอยู่ของรัฐหรือสารัตถะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใดนั้น มีข้อที่จะต้องพิจารณาทั้งในด้านความมีอยู่ของบทบัญญัติว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้สิทธิทางการเมืองของพลเมือง (Existing Provisions of Constitution)
รวมถึงการพิจารณาหลักเกณฑ์การใช้สิทธิทางการเมืองของพลเมืองในด้านประเพณีการปกครอง (Constitution Convention) อันเป็นเรื่องที่ยึดถือและปฏิบัติต่อเนื่องกันสืบต่อมาจนเป็นประเพณี
ในกรณีประเทศไทย พบว่าทั้งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา และประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยนั้น ไม่ยอมรับการที่พลเมืองจะใช้สิทธิทางการเมืองของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
กรณีจึงกล่าวได้ว่าการที่พลเมืองใช้สิทธิทางการเมืองของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นมี “สภาพร้ายแรง” ต่อความเป็นอยู่ของรัฐหรือสารัตถะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยไม่ว่าจะพิจารณาในด้านใด
ดังนั้น หากพลเมืองผู้ใดใช้สิทธิทางการเมืองของตนในลักษณะดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่ารัฐย่อมสามารถจำกัดหรือเรียกคืนสิทธิทางการเมืองของพลเมืองนั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้วกี่ฉบับ
เพราะการกระทำที่ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยได้เกิดขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ดี การพิจารณาและวินิจฉัยว่าการใช้สิทธิทางการเมืองของพลเมืองกระทบต่อคุณค่าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักความยุติธรรม และต้องพิสูจน์ให้ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าพลเมืองผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้สิทธิทางการเมืองอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น “เป็นผู้กระทำการดังกล่าวจริง” โดยไม่จำต้องพิสูจน์ว่าผู้นั้น “มีเจตนาร้าย” (Mens Rea) หรือไม่
เพราะการจำกัดหรือริบสิทธิทางการเมืองมิใช่การลงโทษในทางอาญา







