
วิษณุย้ำถอดถอนไม่ใช่ไล่ล่ามั่นใจไม่กระทบปรองดอง
"วิษณุ" แจง ถอดถอนไม่ใช่การไล่ล่าทางการเมือง เชื่อไม่กระทบต่อแนวทางสร้างความปรองดอง
"วิษณุ" แจง ถอดถอนไม่ใช่การไล่ล่าทางการเมือง เชื่อไม่กระทบต่อแนวทางสร้างความปรองดอง
เมื่อวันที่ 28 ม.ค.เวลา 15.45 น.ที่สโมสรทหารบก วิภาวดีรังสิต นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังปาฐกถาพิเศษฯ ถึงกรณีการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งที่ถูกเรียกร้องว่าเป็นการไล่ล่าทางการเมือง ว่า ถ้าเป็นความเข้าใจผิดก็ต้องอธิบาย โดยการทำความเข้าใจและปล่อยให้ผู้ที่เข้าใจผิดหาข้อมูลด้านอื่นมายืนยันและตรวจสอบ โดยรัฐบาลจะไม่ไปเจาะจงเพื่อสร้างความเข้าใจให้แต่ล่ะฝ่าย แต่จะอธิบายโดยส่วนรวม ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีความตั้งใจไล่ล่าทางการเมือง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ชา นายกรัฐมนตรี ได้พูดเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว หากจะจัดการปัญหาทางการเมืองก็คงมีการดำเนินการตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มยึดอำนาจใหม่ๆ
"ในฐานะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เคยได้ยินคนเสนอแนวทางลักษณะนี้มาแล้ว แต่เนื่องจากคสช.ไม่มีความประสงค์ที่จะทำ แต่ต้องการให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการ ด้งนั้นเราจึงไม่แสดงความเห็นว่ากรณีดังกล่าวถอดถอนได้หรือไม่ได้ สภาฯมีอำนาจหรือไม่มี วันนี้หากความไม่เข้าใจยังมีอยู่ก็คงต้องมีการพูดคุยอธิบาย แต่ฝ่ายที่เข้าใจผิด ที่คิดว่ามีการไล่ล่าทางการเมืองต้องไปหาข้อมูลเอาเอง และในที่สุดจะสามารถเข้าได้เอง"นายวิษณุกล่าว
เมื่อถามว่าขณะนี้มีความเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ที่จะกระทบต่อความมั่นคง นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ทราบแต่ในอนาคตไม่แน่ เพราะคิดว่าเวลานี้ทุกคนต่างยังไม่แน่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ต่างอยู่ในขั้นตอนของการหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อถึงฤดูกาลที่ทุกอย่างเปิด เช่น เมื่อมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้ง ประเด็นเก่าๆเหล่านี้ก็จะสามารถกลับมาได้ และหวังว่าในขณะนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งตนไม่สามรถให้ความมั่นใจอะไรได้ เพราะไม่ได้ทำงานในด้านความมั่นคง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่าสิ่งที่จะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่ประเด็นดังกล่าว แต่เป็นประเด็นอื่นมากกว่า ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยได้
เมื่อถามว่าดูเหมือนกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จะมีความเคลื่อนไหว นายวิษณุ กล่าวว่า มีการรายงานข่าวทางด้านการข่าวอยู่ แต่ไม่สามารถตอบได้จะบานปลายออกไปถึงไหน เพราะการข่าวก็คือการข่าว ตนไม่อยากพูดมาก เพราะต้องให้ผู้ที่มีหน้าที่พูดจะดีกว่า
นายวิษณุ กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่กระทบต่อแนวทางการสร้างความปรองดองของรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นคนละเรื่องแต่ในอนาคตอาจมีการบิดเบือนหรือปลุกระดมก็อาจจะนำไปสู่การไม่ปรองดองได้ ดังนั้น เราต้องมีสติในการทำความเข้าใจว่าอะไรคือเหตุผลทั้งหมดเป็นเรื่องของกลไกปกติ หรือการกลั่นแกล้งประชาชนจึงต้องใช้วิจารณญาณและสติปัญญาในการพิจารณา
“ผมเคยพูดแล้วว่าเรื่องนี้เหมือนกับการหนีเสือปะจระเข้ ถ้าฝ่ายที่คิดว่ามีอำนาจแต่ไม่ทำอะไรจะเจอสถานการณ์คล้ายๆลักษณะนี้ และอาจโดนกดดันจากอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องความขัดแย้งที่ค้างคามา เช่น ถ้าไม่มีการถอดถอนอีกฝ่ายก็จะมองว่าทำไมไม่มีการทำอะไร แต่ถ้าถอดถอนอย่างที่ทำอยู่ก็จะเกิดความไม่พอใจจากอีกฝ่ายหนึ่ง” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คิดว่าไม่ได้มีอะไรและรมต.ต่างประเทศสหรัฐฯก็ระบุว่าทางสหรัฐฯไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด แต่เรื่องนี้อยู่ที่ทางฝ่ายเราได้ไปพูดอะไรมากกว่า เพราะข่าวจากหนังสือพิมพ์ระบุว่าฝ่ายเราไปพูดคุยกับสหรัฐฯซึ่งตนติดใจเรื่องนี้มากที่บอกว่า รัฐบาลกำลังเล่นละครอย่างการร่างรัฐธรรมนูญเป็นต้น
เมื่อถามว่าคณะทำงานศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้มีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทางการเมือง นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลยินดีรับไว้พิจารณาในจังหวะเวลาอันสมควร และต้องดูเรื่องความเหมาะสม ผลกระทบ ซึ่งการจะแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งต้องคำนึงถึงความหยั่งยืนไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเรื่องดังกล่าวหากดูแลไม่ดีจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา ซึ่งคิดว่ามีความรุนแรงกว่ามาก
ทั้งนี้ การปรองดองคือจุดหมายปลายทางแต่มีหลายวิธีซึ่งการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง การอภัยโทษก็เป็นวิธีหนึ่ง นิรโทษกรรมก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง และการแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำหรือคนรากหญ้าก็ถือเป็นวิธีหนึ่ง แต่การแก้ไขปัญหาไม่ได้จบที่การนิรโทษเพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าต่อให้ไม่มีการนิรโทษกรรมเลยก็สามารถปรองดองได้ แต่หากถึงจุดที่ต้องมีการนิรโทษกรรมรัฐบาลก็จะทำหากเป็นเวลาที่เหมาะสม
“การนิรโทษกรรมคือต้องออกกฎหมายและทุกฝ่ายต้องมีความเข้าใจอีกทั้งต้องมีคำตอบที่เหมาะสม เช่น การนิรโทษกรรม 66/23ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและสังคมต้องการจึงออกมาโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่หากออกมาแล้วคนต่อต้านเราก็ต้องกลับไปใหม่นั่นแปลว่าคุณมาผิดจังหวะ” นายวิษณุ กล่าวว่า







