posttoday
วิกฤตบีพีกับน้ำมันโลก  ระยะสั้นนิ่ง ระยะยาวต้องจับตา

วิกฤตบีพีกับน้ำมันโลก ระยะสั้นนิ่ง ระยะยาวต้องจับตา

16 มิถุนายน 2553

ขณะที่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนมากนักว่า บริติช ปิโตรเลียม หรือบีพี บริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอังกฤษ ต้องยื่นคำร้องขอล้มละลายหรือไม่ ขณะนี้จึงมีสิ่งที่ต้องกังวลอยู่2 ประการ ทีมข่าวต่างประเทศ 

ขณะที่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนมากนักว่า บริติช ปิโตรเลียม หรือบีพี บริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอังกฤษ ต้องยื่นคำร้องขอล้มละลายหรือไม่ ขณะนี้จึงมีสิ่งที่ต้องกังวลอยู่2 ประการ
 
ทีมข่าวต่างประเทศ
 

วิกฤตบีพีกับน้ำมันโลก  ระยะสั้นนิ่ง ระยะยาวต้องจับตา

ขณะที่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนมากนักว่า บริติช ปิโตรเลียม หรือบีพี บริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอังกฤษ ต้องยื่นคำร้องขอล้มละลายหรือไม่ หลังจากทราบแล้วว่าต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินมหาศาลจากวิกฤตน้ำมันรั่วจากแท่นในอ่าวเม็กซิโก
แต่สิ่งหนึ่งชัดเจนก็คือ ระบบนิเวศริมชายฝั่งของอ่าวเม็กซิโกกำลังล้มละลายลงอย่างสิ้นเชิง จากคราบน้ำมันนับล้านบาร์เรล
ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันรั่วของบีพี จึงมีสิ่งให้ต้องกังวลอยู่ 2 ประการ

ประการแรก คือ หายนะภัยต่อระบบนิเวศที่รุนแรงถึงขั้นประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐออกปากว่าเป็น “วินาศกรรม 9/11 ทางสิ่งแวดล้อม”

ประการที่ 2 คือสถานะของบีพี ซึ่งไม่เพียงเป็นธุรกิจเสาหลักของอังกฤษเท่านั้น แต่รายได้ของบีพียังมีผลต่อการจ่ายสวัสดิการสังคมของรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุว่า ทำไม เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ จึงต้องหารือกันโดยตรงทางโทรศัพท์

สำหรับประเด็นแรก มีการประเมินในชั้นต้นกันว่า บีพีอาจต้องทุ่มเงินถึง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่ออุดรอยรั่ว ยังไม่นับเงินมหาศาลที่จะนำมาใช้เพื่อกำจัดคราบน้ำมัน การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ซึ่งล่าสุดรัฐบาลโอบามาสั่งการให้จัดตั้งกองทุนพิเศษสำหรับการนี้แล้ว เพราะเห็นว่าลำพังบีพีคงไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บีพีมีโอกาสที่จะล้มละลาย

ส่วนประเด็นที่สอง ซึ่งเกี่ยวกับแนวโน้มการล้มละลายของบีพี เป็นผลพวงมาจากการภาระหนักหนาสาหัสที่บีพีจะต้องแบกรับจากการทำความสะอาดอ่าวเม็กซิโก ทางออกหนึ่งที่จะช่วยไม่ให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ไม่ให้เฉือนเนื้อตัวเองจนเหลือแต่กระดูก นั่นคือ การขอรับความคุ้มครองจากศาลตามกฎหมายล้มละลาย อย่างไรก็ตาม บีพี ยังเสี่ยงจะต้องขึ้นศาลในคดีฟ้องร้องถึง 200 กว่าคดีที่เกี่ยวเนื่องจากวิกฤตครั้งนี้

ยังไม่นับคำร้องขอค่าชดเชยที่ขณะนี้มีมากถึง 5.1 หมื่นราย และมีการจ่ายไปแล้ว 2.65 หมื่นราย หรือครึ่งหนึ่ง แต่ที่เหลืออีกครึ่งยังมีโอกาสไม่แน่นอน เพราะบีพียังไม่ตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง รวมถึงการจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้น ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐให้ระงับไปก่อน

ล่าสุด ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน ลดระดับความน่าเชื่อถือของบีพีลงมาจากระดับ AA มาอยู่ที่ BBB หรือปรับลงมารวดเดียวถึง 6 ระดับ!

ทั้งสองประเด็นจึงยังไม่อาจสรุปได้ เนื่องจากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป และมีความคืบหน้าและความเปลี่ยนแปลงแบบวินาทีต่อวินาที แม้จะเป็นความเปลี่ยนแปลงในด้านลบเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม

ทั้งนี้ ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นคือแนวโน้มของราคาน้ำมันหลังวิกฤต บีพี 

ในระยะสั้นวิกฤตน้ำมันรั่วจะไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นมาในเร็วๆ นี้ เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก อีกทั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เกิดรั่วเป็นแท่นที่ทำการทดลองเจาะสำรวจ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม วิกฤตน้ำมันรั่วอาจเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาในช่วงปลายปีนี้จนถึงปี 2554 เนื่องจากปริมาณการผลิตจะปรับลดลงจากผลของปริมาณน้ำมันจำนวนมหาศาลที่รั่วไหลออกมา

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐยังคาดการณ์ว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันจากบริเวณอ่าวเม็กซิโกจะลดลง 6.1% หรือราว 2.6 หมื่นบาร์เรลต่อวัน จนถึงช่วงปลายปี 2553 และลดลงถึง 7 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เมื่อย่างเข้าปี 2554

แต่แนวโน้มที่จะต้องจับตามากกว่า คือการที่รัฐบาลโอบามาประกาศห้ามขุดเจาะน้ำในพื้นที่น้ำลึก ซึ่งจะกดดันระดับราคาไม่น้อย เนื่องจากน้ำมันที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จากอ่าวเม็กซิโกมาจากแท่นขุดเจาะในเขตน้ำลึก ที่สำคัญก็คือปริมาณการผลิตน้ำมันจากอ่าวเม็กซิโกคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ทั้งหมดในสหรัฐ

คาดว่าในปีหน้าปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐจะทิ้งตัวลงมา 2% ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันของโลก ในฐานะที่สหรัฐเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงรัสเซียในอันดับที่ 1 และซาอุดีอาระเบียในลำดับที่ 2

นอกจากนี้ ยังเคยมีอุทาหรณ์จากภาวะติดขัดจากการผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พายุเฮอริเคนเข้าถล่มชายฝั่งสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ยังผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

อนาคตของการขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งหลังวิกฤต บีพีจึงไม่สดใสนักสำหรับผู้บริโภคน้ำมัน ไม่เพียงเพราะกำลังการผลิตที่สูญเสียไปจากการรั่วไหลเท่านั้น แต่ยังมาจากท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลสหรัฐต่ออุตสาหกรรมน้ำมัน

จะเห็นได้จากการที่บรรดาผู้บริหารบริษัทน้ำมันขนาดยักษ์ไม่ว่าจะเป็น Exxon Mobil, Chevron, ConocoPhillips และ Royal Dutch Shell ที่ต่างตบเท้าเข้ามาร่วมฟังคำให้การของผู้บริหารจากบีพีต่อสภาคองเกรส เพื่อต้องการยืนยันกับรัฐบาลสหรัฐว่า บริษัทเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดภยันตรายดังเช่น บีพี ซึ่งหากรัฐบาลสหรัฐไม่คล้อยตามไปด้วย ก็อาจหมายถึงอนาคตที่มืดมนของการขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก
เพราะขณะนี้รัฐบาลสหรัฐสั่งระงับการขุดเจาะน้ำมันตามฐานขุดเจาะน้ำลึกแล้ว 30 แห่ง เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยแท่นขุดเจาะน้ำมันแห่งต่างๆ ในอ่าวเม็กซิโก โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบไม่เฉพาะเพียงแค่ บีพีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทน้ำมันชั้นนำรายอื่นๆ ด้วย

ยังไม่ใช่โอกาสที่รัฐบาลโอบามาจะใช้โอกาสนี้ชูความจำเป็นเร่งด่วนของนโยบายพลังงานสะอาดที่รัฐบาลนี้พยายามผลักดันมาโดยตลอด ซึ่งหากได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลาม ย่อมกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทน้ำมันไม่ช้าก็เร็ว
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนบ่งชี้ถึงอนาคตที่ราคาน้ำมันโลกจะพลอยได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันรั่วอย่างไม่ต้องสงสัย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน