posttoday
คิวอียุโรปกดดันเอเชีย ผวาเงินแข็งตบเท้าลดดอก

คิวอียุโรปกดดันเอเชีย ผวาเงินแข็งตบเท้าลดดอก

28 มกราคม 2558

การตัดสินใจใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังกลายเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับธนาคารกลางทั่วทั้งเอเชียต้องหันมาปลดมาตรการรัดเข็มขัดและดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินตามไปด้วย

การตัดสินใจใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังกลายเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับธนาคารกลางทั่วทั้งเอเชียต้องหันมาปลดมาตรการรัดเข็มขัดและดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินตามไปด้วย

อีซีบีตัดสินใจปลดล็อกมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยจะดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.28 ล้านล้านบาท) ตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้ ไปจนถึงเดือน ก.ย. 2016 มิหนำซ้ำยังประกาศจะทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นตัว

ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรปในครั้งนี้ต้องถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพคล่องถึง 1.14 ล้านล้านยูโร อีกทั้งยังจะส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลงอีกด้วย

ปัญหาอยู่ที่มีแนวโน้มว่าเม็ดเงินปริมาณมหาศาลจากการทำคิวอีกำลังจะเททะลักเข้ามาสู่เอเชีย เห็นได้จากตัวอย่างในช่วงการทำคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งทำให้ทุนไหลเข้าสู่เอเชียมาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากเอเชียเป็นเป้าหมายที่ถือว่าให้ผลตอบแทนสูง 

นอกจากนี้ คิวอียุโรปยังจะเป็นตัวกดดันไม่ให้สหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้อีกด้วย เพราะหากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้นจะยิ่งเป็นการกดดันให้อัตราเงินเฟ้อลดลง ซึ่งหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยก็จะเป็นการดูดสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจ และยิ่งดึงดูดให้นักลงทุนแห่เข้ามาลงทุนในสหรัฐ ซึ่งจะเป็นการทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นไปอีก และขณะเดียวกันค่าเงินที่แข็งขึ้นจะกระทบต่อภาคการส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการฟื้นตัวของสหรัฐในที่สุด

การทำคิวอีของอีซีบีจึงกดดันทางอ้อมไม่ให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการปรับอัตราดอกเบี้ยจะสะเทือนถึงเศรษฐกิจสหรัฐเอง ทำให้ฝ่ายปรับการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยจากเดิมที่คาดการณ์กันว่าจะเป็นช่วงกลางปี กลายเป็นช่วงปลายปี

เมื่อสหรัฐอาจยังชะลอการขึ้นดอกเบี้ย “เม็ดเงินเกิดใหม่” จากการทำคิวอีจึงเหลือหนทางเดียวคือต้องไหลสู่เอเชีย เนื่องจากการให้ผลตอบแทนที่ดึงดูดใจ และยังมีสภาพเศรษฐกิจที่ยังเหลือช่องว่างในการเติบโตอีกมาก

กรณีการไหลของเม็ดเงินเข้าสู่เอเชียยืนยันได้จากค่าเงินรูปีของอินเดียที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นราว 0.1% ไปอยู่ที่ 61.5925 รูปี/เหรียญสหรัฐ ในวันเดียวกันที่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ประกาศการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซน โดยการเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอินเดียทำให้สินทรัพย์ของแดนภารตมีความน่าดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปิดตัวในแดนบวก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่เอเชียจะส่งผลดีต่อตลาดสินทรัพย์ แต่สำหรับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง การไหลทะลักของเม็ดเงินกลับส่งผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากจะทำให้สกุลเงินท้องถิ่นในเอเชียแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ภาวะเงินแข็งค่าย่อมทำให้สินค้าส่งออกแพงขึ้นในสายตาชาวต่างชาติ สูญเสียศักยภาพในการแข่งขันและปิดประตูการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

นอกจากนั้น สภาพเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียยังอยู่ในภาวะซบเซา ซึ่งหากต้องเผชิญกับเงินแข็งตัวซ้ำอีกย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด

อีกทั้งยังยืนยันได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตของจีนซึ่งจัดทำโดยธนาคารเอชเอสบีซียังอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่งภาคการผลิตจีนถดถอยต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 2 แล้ว ขณะที่ราคาต้นทุนก็ต่ำมากที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2009 ซึ่งเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง

บทวิเคราะห์จากโนมูระ วาณิชธนกิจรายใหญ่จากญี่ปุ่น ตอกย้ำว่า ภาวะดังกล่าวจะทำให้เกิดวงจรการหั่นราคาสินค้า ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะเงินฝืดในจีนเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชียก็ชะลอตัวลงอยู่ที่ 0.4% ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ลดลงจากการเติบโตในไตรมาส 3 ที่ 0.9%

ฉะนั้นทั้งการทำคิวอีจากยุโรปและภาวะความเสี่ยงเงินฝืดจากภายในภูมิภาค กลายเป็นแรงกดดันที่จะทำให้ธนาคารกลางทั่วทั้งเอเชียต้องผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน มิฉะนั้นเม็ดเงินที่มาจ่อถึงประตูบ้านก็จะทำให้เงินแข็งค่าในที่สุด จนสร้างความเสียหายต่อสภาพเศรษฐกิจ

ยืนยันได้จากบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางทั่วเอเชียที่เริ่มตบเท้ามาส่งสัญญาณว่าพร้อมจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อสกัดกั้นอันตรายจากภาวะทุนไหลเข้า ขณะที่บางประเทศชิงปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วก่อนการใช้คิวอีเสียอีก 

โดยเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา รากูราม ราจัน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (อาร์อีไอ) ชิงปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 7.75% อย่างกะทันหัน ก่อนการประกาศใช้คิวอีซึ่งถือเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี แม้อินเดียจะยังมีอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงอยู่ที่ 5% เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วก็ตาม

ในทำนองเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) จะปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แม้ว่าทางบีโอเคจะยังยืนยันที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก็ตาม แต่ก็ประกาศว่าพร้อมจะใช้มาตรการพิเศษหากสภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากคิวอี

ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) จับตาผลกระทบจากคิวอียุโรปอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะยืนยันว่าคิวอียุโรปจะส่งผลดีทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็ยอมรับว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาจะกระตุ้นให้เกิดความผันผวนมากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านธนาคารพาณิชย์อีกด้วย

ขณะที่นักลงทุนเชื่อว่าการปรับลดการคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะเป็นแรงวิตกต่อความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด จนส่งผลให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นให้เงินเฟ้อเติบโตไปอยู่ที่อัตราเป้าหมายที่ 2% ให้ได้

ในท้ายที่สุด ต้องยอมรับว่าปริมาณเงิน 1.14 ล้านล้านยูโร ที่จ่อถึงประตูบ้านเอเชียเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจริงๆ และจะทำให้ค่าเงินในเอเชียแข็งค่าอย่างไม่ต้องสงสัย จึงนับเป็นอีกหนึ่งงานช้างที่จะพิสูจน์ความสามารถของธนาคารกลางทั่วเอเชียในการลดผลกระทบจากภาวะดังกล่าว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI