
ปฏิรูปท่องเที่ยวไทย (จบ)
ตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอินเดียในด้านที่พักโรงแรม ที่ทางหน่วยงานของรัฐระบุว่ามีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวัน 1,306.96 บาท ก็เช่นเดียวกันครับ น่าจะสูงเกินจริง เพราะนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่พักห้องคู่ คือห้องละสองคนครับ ยิ่งถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์แล้วละก็ ถ้าอัตราค่าห้องพักสูงกว่า 1,000 บาท/ห้อง/คืน เขาก็พักกันไม่ไหวแล้วครับ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีกำลังซื้อกันแค่ห้องละ 800-900 บาทเท่านั้นครับ นั่นหมายถึงว่าค่าใช้จ่ายในด้านห้องพักของนักท่องเที่ยวอินเดียประเภทกรุ๊ปทัวร์มีเพียงคนละไม่เกิน 400-450 บาท/คน/วัน ราคาที่ว่านี้เป็นราคารวมอาหารเช้าอีกด้วยนะครับ
ตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอินเดียในด้านที่พักโรงแรม ที่ทางหน่วยงานของรัฐระบุว่ามีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวัน 1,306.96 บาท ก็เช่นเดียวกันครับ น่าจะสูงเกินจริง เพราะนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่พักห้องคู่ คือห้องละสองคนครับ ยิ่งถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์แล้วละก็ ถ้าอัตราค่าห้องพักสูงกว่า 1,000 บาท/ห้อง/คืน เขาก็พักกันไม่ไหวแล้วครับ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีกำลังซื้อกันแค่ห้องละ 800-900 บาทเท่านั้นครับ นั่นหมายถึงว่าค่าใช้จ่ายในด้านห้องพักของนักท่องเที่ยวอินเดียประเภทกรุ๊ปทัวร์มีเพียงคนละไม่เกิน 400-450 บาท/คน/วัน ราคาที่ว่านี้เป็นราคารวมอาหารเช้าอีกด้วยนะครับ
ส่วนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียประเภทอิสระ ที่ดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนและสัดส่วนมากขึ้นในปัจจุบัน ก็มีกำลังซื้อที่พักโรงแรมกรุงเทพฯ ในอัตราพักห้องคู่ 2 คน เริ่มต้นที่ 89 เหรียญสหรัฐ รวมอาหารเช้าต่อคนต่อ 4 คืนในพัทยา กรุงเทพฯ ภูเก็ต นั่นหมายถึงว่า ค่าที่พักโรงแรมจะตกประมาณห้องละไม่เกิน 1,500 บาท/ห้อง/คืน หรือต่อคนต่อวันเพียง 750 บาท/คน/คืนเท่านั้น ซึ่งดูจะห่างไกลจากตัวเลขสถิติค่าใช้จ่ายของรัฐที่ระบุว่ามีถึง 1,306.96 บาท/คน/คืน อาจจะมีบางช่วงบางเวลาที่ราคาโรงแรมในต่างจังหวัดอาจจะขายได้ราคาสูง เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ วันหยุดสุดสัปดาห์ต่อเนื่องยาว แต่ก็มีเพียงปีละไม่กี่วันครับ
ส่วนค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียไม่มีอะไรมาก ทานอาหาร เครื่องดื่มก็ไม่แพง ส่วนใหญ่นิยมทานไก่ พืชผัก เป็นหลัก ซึ่งราคาขายอาหารในแบบบุปเฟ่ต์ผสมผสานอาหารไทย+อินเดียก็เพียงคนละไม่เกิน 150-200 บาท สำหรับอาหารค่ำ หรือระหว่าง 120-150 บาท สำหรับอาหารกลางวัน ในขณะที่ตัวเลขอย่างเป็นทางการของไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันคนละ 838.92 บาท
คราวนี้ลองหันมาดูตลาดจีนต้นกำเนิดทัวร์ศูนย์เหรียญอันลือลั่นสนั่นโลกกันบ้าง มีเรื่องเล่ากันว่าในปัจจุบันทัวร์ศูนย์เหรียญจากจีนมาไทยนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาลงไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงปริมาณของจีนมากเท่าใดนัก แต่รูปแบบการดำเนินธุรกิจที่กำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ของประเทศไทย คือ การทำทัวร์แบบมี Kick Back ครับ
ซึ่งหมายถึงว่า หนักหนาสาหัสกว่าทัวร์ศูนย์เหรียญที่มีค่าใช้จ่ายเพียงค่าดำเนินการจัดการเรื่องท่องเที่ยวที่พัก อาหารในประเทศไทยเท่านั้น แต่สำหรับทัวร์ Kick Back นี้ ถ้าจะเขียนให้เข้าใจง่ายๆ คือเอาเงินบาทไปซื้อนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทย โดยบริษัททัวร์ต้นทางที่เมืองจีนไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าดำเนินการทัศนาจร ทั้ง โรงแรม อาหาร รายการทัวร์ มัคคุเทศก์ตลอดเวลาที่นักท่องเที่ยวคณะนี้อยู่ในเมืองไทยเลยแม้แต่บาทเดียว แถมยังมีค่าหัวจาก Kick Back เป็นกำไรเพิ่มขึ้นอีก เงินที่เก็บมาจากนักท่องเที่ยวจีนก็จะถูกเก็บเอาไว้ที่เมืองจีน โดยอาจจะมีเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับบัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ จีน-ไทย เท่านั้นเอง แต่ก็ชำระกันในเมืองจีน ยกเว้นกรณีที่ใช้บริการสายการบินไทยเท่านั้น เงินหยวนถึงจะมีโอกาสเข้ามาถึงเมืองไทยครับ
ในขณะที่ตัวเลขค่าใช้จ่ายของภาครัฐเรานั้น นักท่องเที่ยวจีนมีรายจ่ายต่อคนต่อวันที่ 5,097.20 บาท แยกเป็นค่าช็อปปิ้ง 1,287.30 บาท ค่าสันทนาการ 584.07 บาท ค่าทัศนาจร 286.09 บาท ค่าที่พัก 1,391.94 บาท ค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ อีก 591.06 บาท จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในปี 2556 มีทั้งสิ้น 4,609,717 คน มีระยะเวลาการพักเฉลี่ยต่อคน/ครั้ง 8.04 วัน
ถ้าจะพูดกันบนพื้นฐานของความเป็นจริง ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนชั้นดีที่มีสตางค์พร้อมจะใช้จ่ายมาก มีการใช้ชีวิตแบบสุขนิยม พักโรงแรมระดับหรู ช็อปปิ้งสินค้าราคาสูงมีรสนิยมในการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม มาเมืองไทยบ่อยๆ นิยมเดินทางอิสระ ไปภูเก็ต สมุย กระบี่นอกเหนือไปจากพัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ซึ่งในปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวจีนประเภทนี้มีอัตราการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะที่ทั้งทัวร์ประเภทศูนย์เหรียญ และทัวร์ Kick Back ก็ยังคงมีอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวจีนไทย แต่ต้องไม่ลืมว่าค่าใช้จ่ายในการมาท่องเที่ยวในเมืองไทยนั้น ชำระกันในประเทศจีนนะครับ ทั้งโรงแรม บัตรโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่ง และที่สำคัญที่สุดผู้ดูแลให้บริการท่องเที่ยวในประเทศไทยส่วนใหญ่ คือบริษัททัวร์ของคนจีนหรือบริษัททัวร์สาขาที่มาจากประเทศจีนแท้ๆ ครับ
ดังนั้น ที่ผมสงสัยมากคือ ตัวเลขสถิติรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวจีนต่อปีของหน่วยงานภาครัฐของไทยระบุไว้ข้างต้นนั้น นับได้ว่าเป็นยอดเงินสูงถึงเกือบหนึ่งแสนเก้าหมื่นล้านบาท ( 188,913,061,918.90) จะมีเม็ดเงินจริงๆ เข้าประเทศไทยมาเท่าใดกันแน่ครับ แล้วการที่นำตัวเลขเงินจำนวนนี้ใส่เข้าไปเป็นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศโดยปราศจากเม็ดเงินจริงๆเต็มจำนวนจะเป็นตัวเลขจีดีพีเทียมทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ครับ
ผมว่าเราควรพิจารณาทบทวน เพื่อการปฏิรูปเรื่องสถิติพื้นฐานต่างๆ ของธุรกิจท่องเที่ยวและ ตัวเลขโครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกันเป็นเรื่องลำดับแรก ก่อนที่จะไปพูดคุยกันถึงเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ระเบียบต่างๆ การพัฒนาบุคลากร การตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ







