posttoday
ส่งออกอาการหนัก

ส่งออกอาการหนัก

28 มกราคม 2558

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือน ธ.ค. 2557 มีมูลค่า 1.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.9% เทียบกับเดือน ธ.ค. 2556 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1.72 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.74% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 1,589 ล้านเหรียญสหรัฐ

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือน ธ.ค. 2557 มีมูลค่า 1.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.9% เทียบกับเดือน ธ.ค. 2556 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1.72 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.74% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 1,589 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ตัวเลขส่งออกภาพรวมทั้งปี 2557 มีมูลค่า 227,574 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.41% ติดลบเป็นปีที่สองจากปี 2556 ที่การส่งออกลดลง 0.32% ขณะที่การนำเข้าทั้งปีมีมูลค่า 227,952 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.97% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าทั้งสิ้น 379 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การส่งออกปี 2557 ที่ติดลบ 0.41% หาก พูดกันแฟร์ๆ แม้การส่งออกของประเทศทั้งปีจะมีมูลค่ามากถึง 7 ล้านล้านบาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกด้วย และก็ไม่ได้คาดคิดว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นมาจะปรับตัว ลดลง จนทำให้ตัวเลขการส่งออกภาพรวมได้รับ ผลกระทบไปด้วย ส่วนหนึ่งมาจากมูลค่าการส่งออกน้ำมันที่ลดลง โดยแต่ละปีไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 2 แสนล้านบาท” นันทวัลย์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มการส่งออกในปีนี้ อธิบดีกรม ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จะยังไม่มีการทบทวน โดยยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออกขยายตัว 4% แต่กำลังติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นปัจจัยกระทบกับการส่งออกไทย ทั้งการปรับเป้าหมายการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้า ความผันผวนของค่าเงิน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ราคาสินค้าเกษตร และราคาน้ำมัน โดยจะประเมินสถานการณ์ส่งออกใหม่ทั้งหมด หลังจากผ่านพ้นไตรมาสแรกไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีสัญญาณชะลอตัว โดยล่าสุดทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ประเมินอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกใหม่ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้ปรับลดจากการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวแค่ 3.5% จากเดิม 3.8%

เศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาคาดว่าขยายตัวเหลือ 2.4% จากเดิม 2.5% มีเพียงสหรัฐที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.6% จากเดิม 3.1% ส่วนอียูปรับลดลงเหลือ 1.2% จากเดิม 1.4% ญี่ปุ่น 0.6% จากเดิม 0.8% กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหลือ 4.3% จาก 4.9% โดยเฉพาะรัสเซียและซีไอเอส -1.4% จากเดิมที่คาดว่าจะขยาย 2% จีนเหลือ 6.8% จาก 7% อาเซียน (5) 5.2% จากเดิม 5.4%

สำหรับการที่ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ โดยอียู ที่อัดฉีดเงิน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน และคงอัตราดอกเบี้ย 0.25% ญี่ปุ่นอัดฉีดเงิน 1.44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคงดอกเบี้ย 0.5% เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งผลกระทบต่อไทยคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้น อาจทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ก็จะดีต่อเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนมีการจ้างงานมากขึ้น และทำให้ไทยส่งออกได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือเรื่องการอัดฉีดเงินของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น โดยหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็งอยู่ และสามารถดูแลค่าเงินบาทได้ดีอยู่ เงินที่ไหลเข้ามาเป็นเงินเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งยังไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ด้าน วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้คาดว่าจะชะลอตัว โดยธนาคารโลกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 2% จะส่งผลกระทบกับประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรตกต่ำ แม้ราคาน้ำมันลดลงก็ไม่ได้เอื้อหรือมีประโยชน์กับธุรกิจไทยมากนัก และปัญหาหลักไม่ใช่ว่าการส่งออกติดลบ แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งภาครัฐและเอกชนควรจะต้องเร่งแก้ไขปัญหา

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา