
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (23)
คดีที่ทำให้ทั้งประธานตุลาการวินสัน และประธานาธิบดีทรูแมนต้อง “หน้าแตก” นี้ มูลเหตุสำคัญเกิดจากประธานาธิบดีทรูแมนมีนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยไม่ใช้มาตรการ “ควบคุมราคา” ที่ใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เลือกใช้มาตรการควบคุมค่าแรงเพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อแทน มาตรการดังกล่าวไม่ได้ผล สหภาพแรงงานเหล็กกล้าแห่งอเมริกา (United Steel Workers of America) ขู่นัดหยุดงาน ทรูแมนตัดสินใจยึดโรงงานและใช้กฎหมายห้ามสไตรค์ด้วย
คดีที่ทำให้ทั้งประธานตุลาการวินสัน และประธานาธิบดีทรูแมนต้อง “หน้าแตก” นี้ มูลเหตุสำคัญเกิดจากประธานาธิบดีทรูแมนมีนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยไม่ใช้มาตรการ “ควบคุมราคา” ที่ใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เลือกใช้มาตรการควบคุมค่าแรงเพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อแทน มาตรการดังกล่าวไม่ได้ผล สหภาพแรงงานเหล็กกล้าแห่งอเมริกา (United Steel Workers of America) ขู่นัดหยุดงาน ทรูแมนตัดสินใจยึดโรงงานและใช้กฎหมายห้ามสไตรค์ด้วย
เพียงครึ่งชั่วโมงหลังสิ้นเสียงประกาศยึดโรงงานของประธานาธิบดีทรูแมน ทางบริษัทส่งทนายไปยื่นขอคำสั่งทุเลาชั่วคราวจากศาลแขวง
จากนั้นคดีเข้าสู่การพิจารณาของผู้พิพากษา เดวิด แอนดรูว์ ไพน์ (David Andrew Pine) ผู้พิพากษาไพน์ตัดสินในเวลา 2 วันต่อมา ออกคำสั่งห้าม (injuction) รัฐบาลยึดโรงงาน คนงานเริ่มสไตรค์ ฝ่ายรัฐบาลจึงอุทธรณ์ทันที ขอให้ผู้พิพากษาไพน์ทุเลา (stay) คำสั่งห้าม ให้รัฐบาลเข้ายึดโรงงาน เพื่อหยุดการสไตรค์ ผู้พิพากษาไพน์ปฏิเสธ รัฐบาลยื่นขอทุเลาต่อ “ศาลเคลื่อนที่” หรือ “ศาลจร” ในเขตดิสตริกต์ ออฟ โคลัมเบีย (D.C. Circuit) ศาลนั่งพิจารณาเต็มองค์คณะ (en banc) ลงคะแนน 5 ต่อ 4 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ให้ทุเลาตามที่รัฐบาลขอต่อศาลอุทธรณ์ให้ทุเลาอย่างมีเงื่อนไข โดยรัฐบาลยื่นอุทธรณ์ขอ “คำสั่งเรียกสำนวนโดยศาลสูง” (certiorati) ภายในวันที่ 2 พ.ค. 2495 รัฐบาลยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ฝ่ายบริษัทก็ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน
ศาลสูงสุดนัดเปิดศาลพิจารณาในวันที่ 12 พ.ค. ในที่สุดศาลสูงสุดลงมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของผู้พิพากษาไพน์
ตุลาการฮูโก แบล็ค เป็นผู้เขียนคำพิพากษาชี้ว่า “ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจกระทำ ยกเว้นในกรณีที่ได้แสดงไว้โดยชัดแจ้ง (expressly) หรือโดยนัย (implicitly) ให้อำนาจโดยรัฐธรรมนูญหรือโดยรัฐสภา”
ตุลาการ ฮูโก แบล็ค ดูจะเข้าใจในความรู้สึกของประธานาธิบดีทรูแมนดี เขาพยายามหาทางเยียวยา โดยการเชิญประธานาธิบดีและตุลาการทั้งคณะไปที่บ้านของเขาที่เมืองอเล็กซานเดรียในมลรัฐเวอร์จิเนีย เพื่อไปรับประทานวิสกี้เบอร์บอนกับบาร์บีคิว ระหว่างที่พนักงานเสิร์ฟขนมปังทอดทาตับหวานไปรอบๆ ทรูแมน ซึ่งสงบลงแล้วกล่าวว่า “ฮูโก ผมไม่สนใจกฎหมายของคุณซักเท่าไรหรอก แต่พระเจ้า วิสกี้นี่ดีนะ”
เห็นได้ชัดว่า ระบบการเมืองการปกครองของสหรัฐ มีปรัชญา กฎหมาย โครงสร้าง และแนวปฏิบัติ ที่เอื้อให้เกิดความอิสระ และการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้ง ก็มีกลไกทางสังคมเพื่อผ่อนคลายหรือคลี่คลายความขัดแย้งให้แต่ละฝ่าย แต่ละคนทำงานในหน้าที่ของตนต่อไปได้ด้วยดี
อีกหนึ่งคำตัดสินที่เป็นความงดงามของศาลสูงสุดของสหรัฐ คือคำพิพากษาคดีกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของประธานาธิบดีโอบามา ที่รู้จักกันในนาม “โอบามาแคร์”
ปัญหาใหญ่ของระบบประกันสุขภาพของสหรัฐ คือ แม้จะใช้จ่ายเงินสูงที่สุดในโลก คือ ราวร้อยละ 17.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี แต่ยังมีประชากรราว 45 ล้านคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ และจำนวนมากที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพแต่เมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลแพงมากกลับพบว่า กรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ผู้ซื้อประกันต้องจ่ายเบี้ยประกันมาอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เป็น
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งของ บิลคลินตัน กับ อัลกอร์ มีการเสนอปัญหาและประกาศนโยบายแก้ปัญหานี้ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ให้ประชาชนมาเป็นอันดับแรก” (Put the People First) หนังสือดังกล่าวเล่าประสบการณ์อันเลวร้ายของคนไข้จำนวนมาก เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เท่ากับได้รับคำพิพากษาประหารชีวิตฉบับที่ 1 และเมื่อพบว่ากรมธรรม์ประกันสุขภาพของตนไม่ครอบคลุมโรคที่แพทย์วินิจฉัย ก็เท่ากับได้ถูกคำพิพากษาประหารชีวิตฉบับที่ 2
เมื่อคลินตันและอัลกอร์ได้ชัยชนะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ก็ได้รักษาคำมั่นสัญญา เสนอร่างกฎหมายปฏิรูปสุขภาพ พ.ศ. 2536 แต่ตลอด 8 ปีของการดำรงตำแหน่ง 2 สมัย คลินตันกลับล้มเหลวในการปฏิรูประบบสุขภาพโดยสิ้นเชิง แม้จะได้ฮิลลารี คลินตัน เป็นกำลังสำคัญช่วยผลักดัน
ต่อมามีความพยายามจากอีกหลายคนที่จะปฏิรูปสุขภาพในสหรัฐ เช่น วุฒิสมาชิก จอห์น ชาฟี (John Chafee) จากพรรครีพับลิกัน วุฒิสมาชิกดอนนัคเกิลส์ (Don Nuckles) จากพรรครีพับลิกัน และ บ็อบ เบนเนตต์ (Bob Bennett) จากพรรครีพับลิกัน พยายามเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปสุขภาพ แต่ก็ล้มเหลวทั้งหมด มีที่ประสบความสำเร็จน่าพอใจ แต่เป็นการดำเนินการในระดับมลรัฐ คือ มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney)ผู้ว่าการมลรัฐแมสซาชูเซตส์ ที่สามารถขยายการครอบคลุมหลักประกันสุขภาพของประชาชนในรัฐจาก 90% เป็น 98% นับว่าสูงที่สุดในประเทศ แต่ก็ไม่สามารถขยายผลไปทั่วประเทศได้
ระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งโอบามาประกาศชูนโยบายปฏิรูปสุขภาพเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญสูงสุด หลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีได้เดือนเดียว โอบามาก็ประกาศในเดือน ก.พ.ที่จะทำงานร่วมกับรัฐสภาเพื่อแปลงนโยบายนี้ให้เป็นการปฏิบัติให้ได้ โอบามาประสบความสำเร็จ แต่ก็ประสบปัญหามากมายจน “บอบช้ำ”







