posttoday
มิใช่เพียงแค่ถอดถอน

มิใช่เพียงแค่ถอดถอน

26 มกราคม 2558

เรียบร้อยโรงเรียน สนช.ไปแล้ว สำหรับการถอดถอน สมศักดิ์-นิคม-ยิ่งลักษณ์ 3 นักการเมืองใหญ่ในรัฐสภาและรัฐบาลที่แล้ว และต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองไทย อันเนื่องมาจากรัฐสภาในยุคประชาธิปไตยเลือกตั้ง ไม่เคยถอดถอนนักการเมืองได้เลย ทั้งๆ ที่การถอดถอนใช้เกณฑ์พิจารณาเพียงแค่ส่อว่ามีการกระทำความผิดเท่านั้น

เรียบร้อยโรงเรียน สนช.ไปแล้ว สำหรับการถอดถอน สมศักดิ์-นิคม-ยิ่งลักษณ์ 3 นักการเมืองใหญ่ในรัฐสภาและรัฐบาลที่แล้ว และต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองไทย อันเนื่องมาจากรัฐสภาในยุคประชาธิปไตยเลือกตั้ง ไม่เคยถอดถอนนักการเมืองได้เลย ทั้งๆ ที่การถอดถอนใช้เกณฑ์พิจารณาเพียงแค่ส่อว่ามีการกระทำความผิดเท่านั้น

ผลการลงมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้ถอดถอนยิ่งลักษณ์ แต่ไม่ถอดถอนสมศักดิ์-นิคม มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมสมศักดิ์และนิคมจึงไม่ถูกถอดถอน ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้แล้วว่าได้กระทำผิดจริง และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถือว่าผูกพันทุกองค์กร แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ผลการผูกพันทุกองค์กรในขณะที่มีคำวินิจฉัย ย่อมจะยังมีผลอยู่

กรณีการถอดถอนสมศักดิ์-นิคมนั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่นักกฎหมายหลายท่านเห็นว่า ความผิดของสมศักดิ์-นิคม ในฐานะผู้ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมรัฐสภา ที่ไม่ได้ให้โอกาสเสียงข้างน้อยได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่นั้น เป็นการทำผิดตามมาตรา 58 ที่ว่า ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่อ้างถึงคือ รัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงไม่มีความผิดตามกฎหมายที่จะนำมาใช้ในการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

ประเด็นนี้มีข้อน่าคิดว่า การถูกถอดถอนจากตำแหน่ง เป็นโทษทางการเมือง ไม่ใช่โทษทางอาญา จำเป็นจะต้องนำหลักเกณฑ์การพิจารณาตามกฎหมายอาญามาใช้ด้วยหรือไม่

การทำหน้าที่ทางการเมืองของรัฐสภา คือ การออกกฎหมาย ผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุม จะต้องวางตัวเป็นกลาง ต้องให้โอกาสสมาชิกได้ทำหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะสังกัดพรรคฝ่ายไหนก็ตาม ต้องไม่ทำหน้าที่เพื่อรับใช้หรือเอื้อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ในความเป็นจริงจะไม่มีความเป็นกลาง ประธานย่อมเข้าข้างรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะเป็นพวกเดี ยวกันก็ตาม แต่ก็ต้องไม่ทำให้คนดูจับได้ ถ้าพูดกันตามภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า ทำให้เนียนๆ หน่อย คนที่ทำหน้าที่ประธานพึงระมัดระวังและต้องมีความสำนึกเหนือกว่าสมาชิกทั่วไป หากไม่ทำตามหน้าที่ หรือบกพร่องต่อหน้าที่ ก็ไม่ควรจะทำหน้าที่ต่อไป โทษคือการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ให้คนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่แทน อันเป็นโทษทางการเมืองที่ไม่ได้จำกัดอิสรภาพ 

ประเด็นนี้จึงน่าคิดว่า จำเป็นหรือไม่ที่การลงโทษทางการเมือง จะต้องใช้หลักเกณฑ์การลงโทษทางอาญามาใช้ คือ จะต้องมีกฎหมายที่ระบุไว้ว่าเป็นความผิด ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

สำหรับการถอดถอนนางโพยยิ่งลักษณ์นั้น ไม่มีประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ เพราะข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมีบัญญัติไว้ในกฎหมายของ ป.ป.ช. มาตรา 58 นั่นเอง และยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย  กรณีจึงแตกต่างจากของสมศักดิ์-นิคม

มีประเด็นที่นางโพยยิ่งลักษณ์พยายามต่อสู้ว่า ได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จึงไม่มีตำแหน่งจะให้ถอดถอนได้อีก ข้อต่อสู้นี้น่าจะเป็นการจงใจของทีมทนายที่จะทำให้เกิดความสับสน ข้อต่อสู้อย่างนี้นักกฎหมายเขารู้กันทั้งโลกว่า แม้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็สามารถถอดถอนได้ หากการถอดถอนนั้นยังมีประโยชน์ เช่น มีบทลงโทษต่อเนื่องจากการถอดถอน ในกรณีนี้คือ การตัดสิทธิทางการเมือง

นักกฎหมายคงทราบดีกว่า ในบางกรณีศาลจะจำหน่ายคดี เช่น ในสมัยก่อนมีคดีฟ้องกันคดีว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง ขอให้ศาลเพิกถอนการเลือกตั้ง ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่ง สส. โดยไม่มีการลงโทษอย่างอื่นต่อเนื่องจากการพ้นตำแหน่ง คดีประเภทนี้ สส.ที่ถูกฟ้องจะใช้วิธีประวิงคดี จนกระทั่งครบวาระหรือพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าดวยเหตุใด กรณีอย่างนี้ศาลท่านจะไม่พิจารณาคดีต่อไป ไม่ถอดถอนให้ โดยจะให้เหตุผลว่า คดีไม่มีประโยชน์จะพิจารณาต่อไป จึงไม่เคยมีคำวินิจฉัยของศาลว่า ถ้าไม่มีตำแหน่งอยู่ให้ถอดถอนแล้ว จะพิจารณาถอดถอนไม่ได้ แต่จะพิจารณาว่า มีประโยชน์ที่ศาลจะต้องเสียเวลามาพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปหรือไม่

ผลของการถอดถอนในครั้งนี้ ไม่ว่าจะไม่ถอดถอนสมศักดิ์-นิคม หรือถอดถอนยิ่งลักษณ์ ทำให้ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ก็ตาม กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด แต่เป็นเพียงการเริ่มรับวิบากกรรมที่ผู้กระทำความผิดที่ได้ทำไว้เท่านั้น ถ้าจะเทียบเรื่องของกฎแห่งกรรมก็อาจกล่าวได้ว่า กรรมเริ่มทำงานให้ผลแล้ว และจะยังให้ผลต่อไปอีก ทั้งนี้เพราะกรรมที่ทำมานั้นมันเป็นกรรมหนัก ผลที่จะต้องได้รับจึงไม่เพียงได้รับโทษทางการเมืองเท่านั้น กระบวนการต่อไป คือ การดำเนินคดีอาญา ซึ่งอัยการสูงสุดแถลงว่า จะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

อีกไม่นานเกินรอ คนไทยน่าจะได้เห็นพี่น้องมีสภาพเดียวกัน คือ หนีหมายจับ เป็นสัมภเวสีล่องลอยอยู่ในต่างประเทศ

สำหรับสมศักดิ์-นิคม ก็ใช่ว่าจะนอนตาหลับ คุณวิชา มหาคุณ ได้กล่าวไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นย่อมผูกพันทุกองค์กร ซึ่งรวมถึง ป.ป.ช.ด้วย จึงอย่าลืมว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ด้วยว่า ในการประชุมรัฐสภานั้น มีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน โดย สส.ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ว่าเป็นการกระทำทุจริตต่อหน้าที่ สร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐสภา ฉะนั้นนอกจากคนที่เสียบบัตรแทนกันแล้ว สมศักดิ์-นิคม ในฐานะประธาน อาจต้องรับผิดในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดำเนินการแก้ไขหรือยกเลิกการลงมติ ซึ่งจะเป็นความผิดทางอาญาด้วย

ชะตากรรมของคนที่รับใช้นักโทษหนีคดี ดูเหมือนว่าจะมีจุดจบที่ไม่ต่างกัน

นับจากนี้ไป คงจะมีสัมภเวสีเพิ่มขึ้นอีกหลายตน

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI