
ถอด‘ปู’พ้นการเมือง5ปี
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านการเมืองไทยถือเป็นเรื่องให้ต้องติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านการเมืองไทยถือเป็นเรื่องให้ต้องติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อถอดถอน นายนิคม ไวยรัช
พานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา สว.โดยมิชอบ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนที่ประชุมจะเปิดให้สมาชิกลงคะแนนลับ ว่าเห็นควรให้ถอดถอนหรือไม่ถอดถอนบุคคลทั้ง 3 รายคราวเดียวกัน ด้วยการหย่อนบัตรก่อนจะเปิดให้มีการนับคะแนนแบบเปิดเผย
เมื่อทำการลงคะแนนเสร็จสิ้น ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติ 120 ต่อ 95 เสียง ไม่ถอดถอนนายนิคม ขณะที่ นายสมศักดิ์มีมติถอดถอน 115 ต่อ 100 เสียง ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ สมาชิกมีมติให้ถอดถอน 190 ต่อ 18 เสียง
ทว่าก่อนที่ประชุม สนช.มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้แถลงข่าวเห็นสมควรสั่งฟ้องอดีตนายกฯ ในคดีดังกล่าว เนื่องจากทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้
ลดวาระประธานศาล รธน.
เป็นอีกเรื่องสำคัญต่อความคืบหน้าการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยมีหลายมาตราได้ถูกหยิกยกมาพิจารณา อาทิ ภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี 9 มาตรา น่าสนใจอยู่ที่การพิจารณาในมาตรา 4 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งของประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากเดิมที่กำหนดให้ดำรงตำแหน่ง 9 ปี วาระเดียว
ทว่ากรรมาธิการได้เพิ่มเติมการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งประธานครบ 3 ปี ต้องพ้นจากตำแหน่งประธานศาล แต่ให้ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และสามารถคัดเลือกประธานคนใหม่ได้ อีกทั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาก่อน
รวบหลานบิ๊กป๊อกตุ๋นหุ้น
จากความคืบหน้าการจับกุมตัว นายปาณสาร สมชีวิตา บุตรชาย นายสันทัด สมชีวิตา อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายสมมาตร เผ่าจินดา หรือน็อต ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน และดูหมิ่น แสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์” ในการหลอกขายหุ้นของหุ้นแต่ละตัวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี กว่า 30 ราย ล่าสุดพนักงานสอบสวนกองปราบปราม สามารถควบคุมตัวนายสมมาตร ผู้ต้องหาฉ้อโกง และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไปขอฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพ พร้อมคัดค้านการประกันตัว หลังจากจับกุมได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ
ทั้งนี้ จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้น ผู้ต้องหาได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้เสียหายยืนยันมีพฤติการณ์สร้างความน่าเชื่อถือ โดยอ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่หลายคนและแอบอ้างเป็นหลาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รวมทั้งแอบอ้างถึงสถาบันเบื้องสูง







