
"วิชา"ชี้ถอดถอนจุดเริ่มต้นปฏิรูป
“วิชา” ย้ำ “นิคม” ส่อจงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ชี้ช่องสนช. บอก ถอดถอนเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ปฏิรูป”
“วิชา” ย้ำ “นิคม” ส่อจงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ชี้ช่องสนช. บอก ถอดถอนเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ปฏิรูป”
เมื่อเวลา 10.30 น . วันที่ 21 ม.ค.58 มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เป็นประธาน เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตสมาชิกวุฒิสภา ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เพื่อรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหานำโดยนายวิชา มหาคุณ และนายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูกกล่าวหา (ตามข้อบังคับ ข้อ 156 วรรคสอง)
นายวิชา แถลงปิดสำนวนตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาแม้จะยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ไปแล้วแต่การดำเนินการพิจารณาไต่สวนต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และคณะยึดอำนาจได้รับรองการทำงานของ ป.ป.ช. และกฎหมายพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. อีกทั้ง นายนิคม มีพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น ไม่อาจที่จะยุติการดำเนินการไต่สวนได้ จนกระทั่งส่งเรื่องให้ สนช . ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
นายวิชา กล่าวว่า นายนิคม ในฐานะประธานในที่ประชุม ถือว่าจงใจใช้อำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการปิดอภิปรายในการแก้ รธน.หลายครั้ง ที่มีคนรออภิปรายหลายคน ทั้งที่การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาต้องมีความรอบคอบและมีหน้าที่ต้องควบคุมให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หากเห็นว่าญัตติที่เสนอไม่ถูกต้อง ย่อมสามารถที่จะใช้ดุลพินิจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดได้หลายวิธี ดังนั้นข้ออ้างที่นายนิคม หยิบยกขึ้นกล่าวอ้างจึงรับฟังไม่ได้
“การตัดสิทธิ์การอภิปรายหรือไม่ฟังความเห็นเสียงข้างน้อย จึงเป็นการกระทำที่รวบรัดเพื่อให้ลงคะแนนเสียงที่ใช้อำนาจไม่ชอบเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายข้างมาก โดยไม่เป็นธรรม และเป็นการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังสุภาษิตของอังกฤษที่ว่า “การกระทำความผิดสองครั้งมิได้ทำให้การกระทำผิดครั้งแรกเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” ซึ่งถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรม คือต้องใช้กฎหมายและอำนาจไปโดยสุจริต ปราศจาศอคติ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาแอบแฝง จะใช้โดยทุจริต ฉ้อฉล มีผลประผลประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ้อนเร้น หาได้ไม่ ซึ่งเป็นหลักยุติธรรมตามธรรมชาติ อันเป็นความเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ จึงเป็นหลักที่เหนือกฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานต่างๆของรัฐ จะต้องยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ” นายวิชากล่าว
นายวิชา กล่าวอีกว่า คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วจึงเห็นว่าการกระทำของนายนิคมมีมูลความผิด ฐานส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2550 มาตรา 270 และมาตรา 272 มาตราสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2554 มาตรา 56 มาตรา 58 มาตรา 61 และมาตรา 62
“กระผมขอกราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ อันมีความสำคัญยิ่งว่ากระบวนการถอดถอนย่อมเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการปฏิรูปประเทศที่สำคัญและแสดงให้ประชาชนทั้งหลายได้มองเห็นภาพชัดเจนว่าการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมที่สูงเด่นกว่าบุคคลอื่น จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง จะทำตัวเหมือนคนทั่วไปหาได้ไม่ ดังนั้นหลักสำคัญของการถอดถอนจะสำเร็จหรือไม่อยู่ในมือของสนช.ทุกคนแล้ว” นายวิชา ระบุ







