
เปิดแผน ‘หม่อมอุ๋ย’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี รายงานแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2558 ให้กับที่ประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับทราบ โดยสาระสำคัญคือปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2558 ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย มี 4 ส่วนสำคัญ คือ 1.การใช้จ่ายภาครัฐ 2.การลงทุนภาคเอกชน 3.การบริโภคภาคเอกชน และ 4.การส่งออก
สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐ ในส่วนงบประจำในไตรมาสแรก ทำได้สูงถึง 34.18% สูงกว่าปีที่ผ่านมามาก และคาดว่าในอีก 3 ไตรมาสที่เหลือจะทำได้ตามเป้าหมาย แต่การเบิกจ่ายงบลงทุนในไตรมาสแรก ทำได้เพียง 9.2% ถือว่าต่ำมาก ส่วนงบผูกพันเบิกจ่ายได้อีก 18.24% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ชี้แจงว่า สาเหตุที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนยังต่ำ เพราะ 1.งบประมาณผ่านสภาในเดือน ส.ค. 2557 และการจัดสรรงบ ให้หน่วยงานล่าช้ากว่าปกติประมาณ 1 เดือน 2.โครงการใหม่ในปี 2558 ต้องใช้เวลาในการทำงานไม่ต่ำกว่า 42 วัน จึงจะเริ่มลงนามผูกพันสัญญาได้ 3.บางโครงการใช้ราคามาตรฐานเดิม ซึ่งต่ำกว่าราคาจริงในปัจจุบันจนไม่มีผู้รับงาน จำเป็นต้องใช้เวลาแก้ไขแบบลดเนื้องานลง
ในเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้สำนักงบประมาณแก้ไขราคากลางใหม่ให้แล้วเสร็จใน 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะงบ ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้รับการยืนยันว่า จะสามารถลงนามในสัญญาเพื่อผูกพันงบได้ทั้งหมดภายในเดือน มี.ค. 2558 และกำหนดการเบิกจ่าย งบลงทุนทั้งปีไว้ให้ได้ถึง 80% ของงบประมาณ
ส่วนงบลงทุนจากงบเหลื่อมปีในไตรมาสแรกของปี 2558 จ่ายได้ 23.08% ของงบประมาณ และได้ทำสัญญาไว้แล้ว 32.6% ยังสามารถเร่งรัดได้มากขึ้นอีก โดยสามารถลงนามในสัญญาเพื่อผูกพันงบได้ทั้งหมดภายในเดือน มี.ค. 2558 และตั้งเป้าเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีให้ได้ถึง 85%
สำหรับงบประมาณลงทุนที่มีการเบิกจ่ายน้อยที่สุดในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 คือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้จากงบไทยเข้มแข็ง และ งบกลางส่วนที่ยังเหลือรวม 2.3 หมื่นล้านบาท โดยเพิ่งเบิกจ่ายได้เพียง 5.9% ในไตรมาสแรก และ ทำสัญญาผูกพันเพียง 3,641.93 ล้านบาท หรือ 15.83% ของงบทั้งหมด จึงมีการเร่งรัดและปรับปรุงราคากลางให้มีความทันสมัย ทั้งนี้ตั้งเป้าเบิกจ่าย งบส่วนนี้ให้ได้ 90% เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2558
ด้านการลงทุนภาคเอกชนมีข้อมูลสนับสนุนว่า มีสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 โดยมีการขอใบอนุญาตโรงงานเพิ่มขึ้น 3,815 โรงงาน และมีโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการแล้ว 1,661 โรงงาน มูลค่าลงทุนกว่า 2.14 แสนล้านบาท โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กำหนดแผนให้บีโอไอออกไปทำโรดโชว์ในต่างประเทศเป็นระยะ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติมาลงทุนตามแผนส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายในการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุน
ในส่วนของการส่งออก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร รายงานว่า เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งผู้ส่งออกไทยรู้สถานการณ์ดี และกระทรวงพาณิชย์จะใช้แผนเชิงรุกในการนำเอกชนไปหาตลาดใหม่ๆ ในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้
ขณะที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากดำเนินการตามแผนของกระทรวงคมนาคมในปี 2558 ยังควรให้มีความชัดเจนในเรื่องการเปิดประมูลหาผู้เดินรถเอกชนมาเดินรถไฟฟ้ามวลชนในกรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนเริ่มจัดหาอุปกรณ์และเงินทุนประเภทอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ ส่งผลให้ตลาดการเงินคึกคักขึ้น
รวมทั้งขอให้กระทรวงคมนาคมจัดหาเอกชนมาเดินรถไฟชานเมืองเพื่อดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนในสาขาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต







