
ยึดผลประโยชน์ชาติ
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ซึ่งจะมีการลงมติถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา สว. และการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยครั้งสำคัญ
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ซึ่งจะมีการลงมติถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา สว. และการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยครั้งสำคัญ
ความเห็นในคดีนี้จึงแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายไม่เอาทักษิณเห็นว่า สนช.ควรลงโทษบุคคลทั้งสามซึ่งเป็นบริวารของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้มากบารมี ด้วยการถอดถอนให้พ้นจากเส้นทางการเมือง ฝ่ายสนับสนุนทักษิณก็เห็นว่า สนช.ควรยึดความปรองดองสมานฉันท์ และไม่ควรใช้อคติในการตัดสินใจ
จากแนวโน้มความเห็นของทั้งสองฝ่ายค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่ว่า สนช.โหวตไปทิศทางใดก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึงไปทั่วเมือง เพราะเป็นคดีการเมืองคดีแรกที่ สนช.ซึ่งแต่งตั้งมาโดยคณะรัฐประหารจะทำหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ สนช.สายทหารหลายคนจะยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีใบสั่ง แต่สังคมส่วนใหญ่ก็มีความกังขาในการโหวตคดีนี้ค่อนข้างสูง เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คสช.ค่อนข้างแสดงท่าทีประนีประนอมเพื่อแลกความสงบของบ้านเมืองในหลายกรณีมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี คะแนนชี้ขาดของ สนช.จะออกมาเกิน 132 เสียง หรือน้อยกว่า ควรตัดสินใจบนพื้นฐานการใช้วิจารณญาณอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่หลับตารับใบสั่งโหวตไปทางใดทางหนึ่งโดยหาได้ยึดผลประโยชน์ของชาติ และความสงบสุขของบ้านเมืองในระยะยาว
หากเป็นไปเช่นนั้น สนช.ย่อมถูกครหา และเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มัวหมอง ขณะเดียวกันจะมีผลต่อแนวโน้มการพิจารณาตัดสินคดีอื่นๆ ที่จะตามมาอีกด้วย
หากจะให้มีความสง่าผ่าเผย สนช.จะต้องอธิบายให้ได้ว่าการลงมติในครั้งนี้เป็นไปเพื่อรักษามาตรฐานใด ทำไปเพราะรับคำสั่งมาดำเนินการ ทำไปเพื่อรักษามาตรฐานที่ดี ซึ่งการโหวตอย่างตรงไปตรงมาต้องพิจารณาจากหลักฐานข้อมูลอย่างถ่องแท้ ใครสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติ ใครไม่ได้ทำหน้าที่นักการเมืองอย่างสง่างามและทรงเกียรติ ก็ไม่ควรเดินอยู่บนเส้นทางนี้
แต่ สนช.ไม่ควรตัดสินใจบนพื้นฐานความมีอคติ ความเกลียดชัง เพราะฐานคิดนี้เป็นสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา การตัดสินใจของ สนช.ในครั้งนี้จึงต้องข้ามพ้นเจตนาทำลายล้างทางการเมือง เพื่อยับยั้งความขัดแย้งรอบใหม่ การตัดสินใจของ สนช.ในครั้งนี้ต้องปราศจากการชี้นำเพื่อหวังผลแค่ในระยะสั้น แต่ควรดำเนินไปเพื่อส่งเสริมให้การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ประสบความสำเร็จและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่่งยืน







