
กมธ.ยกร่างรธน.ฯพิจารณาเพิ่มความเร็วกระบวนการศาล
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปรับการทำงานศาลเน้นรวดเร็วเป็นธรรม พร้อมห้ามลงโทษย้อนหลังคดีอาญา
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปรับการทำงานศาลเน้นรวดเร็วเป็นธรรม พร้อมห้ามลงโทษย้อนหลังคดีอาญา
เมื่อวันที่ 19 ม.ค.คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ ทำหน้าที่เป็นประธาน ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยวันนี้ (19ม.ค.) เป็นการพิจารณาในภาค 3 ว่าด้วยนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในหมวด1 ว่าด้วยหลักการพื้นฐานของหลักนิติธรรม ที่อนุกมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราเสนอทั้งสิ้น 21 มาตรา
ทั้งนี้ กมธ.ได้พิจารณาร่างมาตรา (3/1/1) 1 ว่าด้วยหลักกระบวนการยุติธรรมทั่วไปทั้งกระบวน โดยเพิ่มเติมในสาระสำคัญ อาทิ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศาล โดยเฉพาะเรื่องความล่าช้า ซึ่งกมธ.ให้เหตุผลว่าที่ผ่านมาประชาชนได้รับความอยุติธรรมเนื่องจากความล่าช้าในการพิจารณาคดี ดังนั้น ต้องมีกรอบการปฏิบัติที่ชัดเจนในแต่ละกระบวนการพิจารณาเพื่อให้ประชาชนมีความหวัง
นอกจากนี้ รวมถึงการเปิดเผยคำพิพากษาเป็นการทั่วไปเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและศาลเองก็จะพัฒนาคุณภาพในการพิจารณาคดี ขณะเดียวกัน กมธ.ยังได้อภิปรายเห็นว่าควรเปิดช่องในการสั่งงานของผู้บริหารในศาลและผู้พิพากษา จากนั้นกมธ.ได้ผ่านการพิจารณาร่างมาตราดังกล่าว
จากนั้นเป็นการพิจารณาในร่างมาตรา (3/1/1) 2 ตามที่อนุฯกมธ.ยกร่างบทบัญญัติรายมาตรา ได้เสนอบทบัญญัติว่าด้วยรากฐานหลักการเสรีประชาธิปไตยสากล โดยมีกมธ.อภิปรายเรื่องการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ และการกำหนดไม่ให้มีการใช้กฏหมายย้อนหลังในคดีอาญา ไม่ลงโทษบุคคลในคดีอาญาในการกระทำผิดเดียวกันมากกว่าหนึ่งครั้ง ส่วนคดีทางแพ่ง ปกครอง และมหาชน สามารถใช้กฏหมายย้อนหลังได้ ในกรณีเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วผลประโยชน์สาธารณะมีความสำคัญมากกว่าหลักคุ้มครองความสุจริตของบุคคล ก่อนผ่านการพิจารณาร่างมาตราดังกล่าว
ถัดมาเป็นการพิจารณาร่างมาตรา (3/1/1) 3 โดยคณะอนุฯกมธ.ยกร่างบทบัญญัติรายมาตราได้เสนอบทบัญญัติว่าด้วยศาลเป็นหน่วยงานที่ต้องดำรงความยุติธรรม โดยมีกมธ.อภิปรายว่า ผู้พิพากษาและตุลาการจะเป็นข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจมิได้ อีกทั้ง ผู้พิพากษาจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในประเภทคดีที่ตัวเองพิพากษา และจะโยกย้ายข้ามศาลมิได้
อย่างไรก็ตาม กมธ.เสนอให้เขียนไว้ให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้จริง ไม่เช่นนั้นผลการตัดสินจะกระทบกับผู้ถูกตัดสิน ทั้งนี้ กมธ.ได้อภิปรายในประเด็นสำหรับข้อกำหนดห้ามไม่ให้ผู้พิพากษาหรือตุลาการของทุกศาลดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่กำหนดไว้ในบททั่วไป จะถือว่าครอบคลุมถึงผู้พิพากษาหรือตุลาการในศาลทหารด้วย ซึ่งในข้อเท็จจริงนายทหารชั้นสูงหรือนายพลที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการในศาลทหาร ก็มีตำแหน่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจด้วยเช่นกัน ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนบทบัญญัติดังกล่าวอาจไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาหรือตุลาการในศาลทหารไม่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษในคดีที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหรือรัฐวิสาหกิจที่ไปดำรงตำแหน่ง เพราะศาลทหารพิจารณาคดีเฉพาะ ซึ่งอนุกมธ.ชี้แจงว่า เดิมจะไม่มีการบัญญัติให้ศาลทหารอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ และถ้อยคำดังกล่าวจะไม่มีปัญหา แต่เมื่อมีผู้ร้องขอให้คงอยู่จึงจำเป็นต้องเขียน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวมีข้อถกเถียงเนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน นายบวรศักดิ์จึงได้ขอให้เป็นการหารือภายใน ก่อนเชิญสื่อมวลชนและบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือในประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ และเป็นเวลาใกล้ 12.00 น.นายบวรศักดิ์จึงได้ขอให้พักการประชุม ก่อนที่จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งในช่วงบ่าย







