
สปช.ถกเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21ยังไม่ตกผลึก
ด้าน “รสนา” หนุนใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เหตุรัฐสามารถคุมเอกชนได้
ด้าน “รสนา” หนุนใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เหตุรัฐสามารถคุมเอกชนได้
การประชุมสภาปฏิรปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณารายงานศึกษาเรื่องการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปพลังงาน เป็นผู้เสนอ โดยนายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธานกมธ.ปฏิรูปพลังงาน แถลงผลการศึกษาว่า ผลการพิจารณาสรุปเป็น 3 แนวทาง คือ 1.ให้กระทรวงพลังงาน ดำเนินการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้วยระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ทรี พลัส ตามแผนงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน
2.ยกเลิกการใช้ระบบสัมปทาน ในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 และนำระบบแบ่งปันผลผลิต และ 3.ให้ดำเนินการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้วยระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี พลัส และให้กระทรวงพลังงานดำเนินการศึกษาและเตรียมการให้มีระบบแบ่งปันผลผลิตที่เหมาะสมกับศักยภาพของการผลิตปิโตรเลียมให้พร้อมไว้เพื่อเป็นทางเลือก แล้วให้รัฐบาลตัดสินใจในการให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลี่ยมในครั้งต่อๆไป ดังนั้น กมธ.ปฏิรูปพลังงานเห็นพ้องกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นหลัก จึงมีมติเสนอทางเลือกที่ 3 ต่อที่ประชมสปช. เพื่อพิจารณาเสนอครม.ต่อไป
ขณะที่ นายคุรุจิต นาครทรรพ สปช. รองประธานกมธ.ปฏิรูปพลังงาน รายงานว่า สาเหตุที่ต้องเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เพื่อนำมาทดแทนปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่ลดลง เนื่องจากมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าไม่ลงทุนสำรวจเพิ่มเติม ประเทศจะมีปริมาณก๊าซสำรองใช้ไปได้อีกแค่ 7 ปี จึงต้องมีการเปิดแปลงสำรวจในรอบ 21 จำนวน 29 แปลง แบ่งเป็นบนบก 23 แปลง ในอ่าวไทย 6 แปลง โดยหลีกเลี่ยงแหล่งพื้นที่ทางธรรมชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งจะมีเงินลงทุนเข้าประเทศ 5 พันล้านบาท แต่จะพบหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สำรวจ
ส่วนการจัดเก็บรายได้ที่มีการถกเถียงในสังคมว่ามีความเหมาะสมแค่ไหนนั้น เห็นว่าระบบไทยแลนด์ทรี พลัส ที่เป็นระบบการจัดเก็บรายได้มีความเหมาะสมกับประเทศ เพราะเก็บรายได้ตามปริมาณที่สำรวจพบ อีกทั้ง การสำรวจครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ในเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูง เกิดการจ้างงานในพื้นที่ เป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ จึงสมควรผลักดันเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลเตรียมการอย่างรอบคอบ ปิดความเสี่ยงทุกด้าน ควรเดินหน้าต่อไป
ด้านนายพรายพล คุ้มทรัพย์ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน อภิปรายว่า ข้อดีและข้อเสียของระบบสัมทานและแบ่งปันผลผลิตมีพอๆ กัน ระบบสัมปทานมีความโปร่งใส แต่อำนาจรัฐแทรกแทรงได้น้อยมาก ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น รัฐบาลสามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ ถึงขนาดให้บริษัทของรัฐเข้าไปร่วมลงทุนได้ แต่เชื่อว่าระบบสัมปทานยังมีความเหมาะสมที่จะใช้ต่อ เพราะรัฐได้ส่วนแบ่งถึง 72 % ของรายได้สุทธิของผู้รับสัมปทาน ซึ่งถือเป็นเรทที่สูงกว่าระบบในต่างประเทศ ที่อยู่แค่ 60 % กว่าๆ
“ระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น อาจยังไม่เหมาะ เพราะแหล่งปิโตรเลียมของประเทศไทยมีไม่มาก หลุมเล็ก ต้นทุนขุดเจาะสูง อาจไม่คุ้มให้รัฐต้องรับความเสี่ยง นอกจากนั้น ระบบนี้ยังเป็นวุ้นอยู่ ไม่มีอะไรเลย หากใช้ระบบนี้ ต้องมีการวางระบบ ตั้งองค์กรน้ำมันแห่งชาติของรัฐบาลเอง ซึ่งต้องใช้เวลา 3-6 ปี จึงเริ่มได้ และใช้เวลาอีก 5-6 ปี จึงจะเจอ อีก 3 ปีเพื่อพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งใช้เวลากว่า 10 ปี ตอนนั้นก๊าซก็หมดแล้ว เราต้องขุดและใช้วันนี้ เท่าที่เทคโนโลยียังมีอยู่ เรารอไม่ได้แล้ว ถ้ารอก็เสียประโยชน์”นายพรายพล กล่าว
ต่อมา นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สปช.ได้เสนอญัตติว่า ให้ลงมติรายงานดังกล่าวในการประชุมสปช.ครั้งต่อไป เนื่องจากผลการประชุมของกมธ.ปฏิรูปพลังงานเพิ่งเสร็จเมื่อเย็นวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกยังอ่านรายละเอียดได้ไม่ครบถ้วน จึงควรให้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นไปก่อนให้รอบด้าน แล้วให้สมาชิกไปอ่านเอกสารเพิ่มเติม แล้วค่อยมาลงมติครั้งต่อไป ซึ่งก็อยู่ในช่วงเดือน ม.ค.ได้เสียหายอะไร
อย่างไรก็ดี ได้มีสมาชิกสปช.บางส่วนเสนอให้อภิปรายต่อและลงมติ เนื่องจากรัฐบาลรอฟังความคิดเห็นจากสปช.อยู่ทำให้ที่ประชุมต้องลงมติ โดยสมาชิกเห็นด้วยให้อภิปรายและลงมติเลย ด้วยคะแนน 139 ส่วนอภิปรายและลงมติในครั้งหน้าด้วยคะแนน 81 งดออกเสียง 9
จากนั้น น.ส.รสนา โตสิตระกูล กมธ.ปฏิรูปพลังงาน เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การพิจารณาของกมธ. ไม่ได้เอาความคิดเห็นของ กมธ.เสียงข้างน้อย และเสียงของประชาชนภายนอก ไม่ได้ถูกนำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิรูป บางท่านบอกว่าการให้สัมปทานในรอบที่ 21 ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเกี่ยวข้องกัน เพราะมีการระบุว่าพลังงานปิโตรเลียม คือ ทรัพยากรของชาติ และการให้สัมปทานรอบ 21 จะผูกพันประเทศอย่างน้อย 29- 39 ปี และการสำรวจมีระยะเวลาสูงสุด 9 ปี บวกระยะเวลาดำเนินการอีก 20 ปี และสามารถขยายอายุต่ออีก 10 ปี รวมแล้ว 39 ปี
อย่างไรก็ตาม การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ก็เพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี เอื้อประโยชฯให้กับเอกชนมากกว่า ในขณะที่ประชาชนต้องรับภาระ จึงไม่เห็นด้วยกับระบบไทยแลนด์ทรี พลัส แต่ควรใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เพราะความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรให้เอกชนดำเนินการฝ่ายเดียว ต้องมีรัฐเข้าไปควบคุมด้วย เพราะไม่มั่นใจว่าในอนาคตจะมีนักการเมืองแบบไหนเข้ามา หรืออาจถูกกลุ่มทุนพลังงานคอบงำ
“เวลานี้ประเทศไทยก็ไม่ได้ขาดแคลนพลังงาน เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 55 ในการซื้อขายก๊าซ แอลเอนจี กับประเทศกาตาร์ โดยมีอายุสัญญา 20 ปี ซึ่งเริ่มต้นการซื้อขายเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 58 ซึ่งก๊าซแอลเอ็นจี นำเข้ามาเพื่อเป็นเชื่อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่ก๊าซเปียกที่สามารถนำมาแยกเป็นก๊าซแอลพีจีได้ และเห็นว่า ควรแก้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ให้เหมาะสมมากขึ้น”น.ส.รสนา กล่าว
ขณะที่ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ส่วนตัวอยากให้มีการศึกษาผลดีผลเสียของแต่ละระบบให้มีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ควรฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว ควรฟังความเห็นของประชาชนด้วย เพราะจาการพิจารณาในเรื่องนี้ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าข้อสรุปยังไม่เพียงพอ จึงเห็นควรมีการเพิ่มเติมให้รอบด้านมากกว่านี้
ภาพประกอบข่าว







