
สุริยะใสชี้ถอดถอนคนละเรื่องกับปรองดอง
สุริยะใส ชี้ถอดถอนยิ่งลักษณ์เป็นคนละส่วนกับการปรองดอง ลั่นคนผิดต้องได้รับการลงโทษ แนะ สนช.อย่าหวั่นคำขู่
สุริยะใส ชี้ถอดถอนยิ่งลักษณ์เป็นคนละส่วนกับการปรองดอง ลั่นคนผิดต้องได้รับการลงโทษ แนะ สนช.อย่าหวั่นคำขู่
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า กระบวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติกันในวันที่ 23 ม.ค.นี้ กำลังถูกบางฝ่ายบิดเบือนโดยอ้างว่าหากถอดถอนทั้ง 3 คนจะกระทบกับการปรองดองและมีความวุ่นวายตามมา
"คดีของทั้ง 3 คนเป็นคดีที่มีพฤติกรรมความผิดเกิดขึ้นชัดเจน องค์กรอิสระอย่าง ปปช.และศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้มูลและตัดสินแล้วว่าผิด ที่สำคัญสังคมทั่วไปก็ประจักษ์ชัดแจ้งถึงความเสียหายที่เกิดจากนโยบายรับจำนำข้าวและปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา ส.ว. จนเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการเมืองในช่วงที่ผ่านมา"นายสุริยะใสกล่าว
นายสุริยะใส กล่าวว่า สนช.มีหน้าที่ตามกฏหมายและรัฐธรรมนูญที่ต้องพิจารณาและพิสูจน์การกระทำความผิดของบุคคลเหล่านั้น สนช.เปรียบเสมือนคณะลูกขุนที่ต้องชี้ถูกผิด ไม่ได้มีหน้าที่มาดูว่าจะปรองดองกันอย่างไร เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐเกิดขึ้นแล้วเรื่องนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือของระบบการถ่วงดุลตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญการปฏิรูปจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริงถ้าสภานิติบัญญัติกลายเป็นสภาที่ไม่มีหลักไม่มีศักยภาพในการแยกแยะถูกผิดได้ หาก สนช.ไม่ถอดถอนโดยอ้างว่าจะเกิดความวุ่นวาย จะกระทบกับแนวทางการปรองดองนั้น การอ้างแบบนี้ต่างหากที่เป็นการทำลายหลักการปรองดอง เพราะ สนช.ไม่ต้องแยกแยะถูกผิดอะไร ให้ลืมๆกันไป ทั้งที่มีความเสียหายและความผิดเกิดขึ้น ต้องแยกแยะว่ากระบวนการถอดถอนเป็นคนละเรื่องกับกระบวนการปรองดอง
"ผมเป็นห่วงว่าหาก มติ สนช.ไม่ถอดถอน ก็จะเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรม หรือล้างผิดให้กับคนที่ทำผิด ซึ่งขัดกับหลักนิรโทษกรรมที่คนผิดควรต้องยอมรับผิดและได้รับการลงโทษถึงจะได้รับการให้อภัยและนิรโทษกรรม ที่สำคัญคดีนี้ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีทุจริตในการใช้อำนาจ"นายสุริยะใสกล่าว







