posttoday
ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

09 มกราคม 2558

2 ฉบับที่ผ่านมา ผมพยายามที่จะนำเสนอเพื่อให้ช่วยกันขบคิดว่า นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าของรัฐบาลมีจุดบกพร่องอย่างไร เนื่องจากมีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานที่มีราคาแพงที่สุด  โดยได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไว้ไม่มากเพียง 540.7 เมกะวัตต์ แต่กลับไปรับซื้อสูงถึง 1,865.79 เมกะวัตต์

2 ฉบับที่ผ่านมา ผมพยายามที่จะนำเสนอเพื่อให้ช่วยกันขบคิดว่า นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าของรัฐบาลมีจุดบกพร่องอย่างไร เนื่องจากมีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานที่มีราคาแพงที่สุด  โดยได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไว้ไม่มากเพียง 540.7 เมกะวัตต์ แต่กลับไปรับซื้อสูงถึง 1,865.79 เมกะวัตต์

ผมเห็นว่า การดำเนินงานรับซื้อไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจากแผนการผลิตไปอย่างมากนั้น ได้สร้างความเคลือบแคลงใจว่า ด้วยสาเหตุใดจึงไม่มีการซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาถูก เช่น พลังงานชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพในราคากิโลวัตต์ชั่วโมงเพียง 0.30 บาท แต่กลับไปออกใบอนุญาตให้มีการผลิตไฟฟ้าและรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาแพงแทน

และเมื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ พบว่าใช้งบไปถึง 138,569 ล้านบาท หรือร้อยละ 95 จากงบประมาณการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมด 145,882 ล้านบาท

ผมได้ทำการศึกษาเบื้องต้นเพื่อคำนวณว่า การที่ประเทศไทยได้อนุมัติให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานที่มีราคาแพง เช่น พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ และมิได้เน้นให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือพลังงานน้ำขนาดเล็กนั้น ได้สร้างความสูญเสียมากน้อยเพียงใด

พบว่า การรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคา 8 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานชีวมวลในราคาเพียง 0.30 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้เกิดการสูญเสียงบประมาณ 7.7 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง และเป็นพลังงานที่ประเทศไทยไม่มีความได้เปรียบและต้องนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศในราคาที่สูง

ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ เช่น พลังงานชีวมวลที่ผลิตจากของเหลือใช้จากภาคเกษตรนั้น ภาครัฐใช้เงินซื้อเพียงร้อยละ 3.40 เท่านั้น

ผมได้ทำการคำนวณพบว่า การที่
ภาครัฐกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนเป็นผู้รับภาระโดยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นเกินความจำเป็นประมาณร้อยละ 13.44-19.89 ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณ

ท้ายสุดเรามาลองพิจารณานะครับว่า ใครบ้างที่ได้รับประโยชน์จากความสูญเสียจำนวนนี้ ในขณะนี้การทำธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นที่นิยมมาก เพราะให้ผลตอบแทนสูง ปัจจุบันมี
ผู้ประสงค์จะครอบครองใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมากเกินกว่าที่ภาครัฐจะออกให้ได้ จนทำให้มีการนำใบอนุญาตมาขายต่อเพื่อทำกำไรกันมากมาย

ขณะที่การครอบครองใบอนุญาตก็มีลักษณะกระจุกตัวกับบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่ราย ถึงแม้ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีจำนวนมาก แต่ผู้ประกอบการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันจนสามารถแบ่งได้ออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งผมขอไม่เปิดเผยชื่อผู้ประกอบการ โดยขอให้ท่านที่สนใจไปสืบหาเอาเองในเว็บไซต์ (เพราะผมกลัวถูกฟ้องข้อหาเป็นกบฏและถูกอายัดบัญชีเงินในธนาคาร…)

กลุ่มที่ 1 เป็นบริษัทรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งการผลิตสูงถึงร้อยละ 42.03

กลุ่มที่ 2 เป็นบริษัทขนาดใหญ่มากแต่แตกย่อยเป็นบริษัทลูกหลายๆ บริษัทซึ่งก็คือบริษัทเดียวกัน เพื่อขอรับใบอนุญาตและผลิตไฟฟ้าตามอำเภอและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศมีส่วนแบ่งการผลิตรวมกันร้อยละ 19.99

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มบริษัทใหญ่อันดับรองจากกลุ่มที่ 2 ซึ่งก็มีการแตกเป็นบริษัทย่อยๆ เหมือนกัน และมีการนำไปผลิตไฟฟ้าตามอำเภอและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ มีส่วนแบ่งการผลิตไฟฟ้ารวมกันร้อยละ 26.72

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มบริษัทรายย่อยต่างๆ มีส่วนแบ่งการผลิตรวมกันเพียงร้อยละ 10.98

ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้ทำความผิดอะไรในการทำธุรกิจขายไฟฟ้าในกับภาครัฐ แต่เป็นภาครัฐต่างหากที่กำหนดโครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่ผิดพลาดอย่างมาก เป็นการบั่นทอนขีดความสามารถของประเทศในการพัฒนางานหมุนเวียนอย่างเหมาะสมจากของเหลือใช้จากภาคการเกษตรหรือจากขยะ จนสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่านับ 1 แสนล้านบาท/ปี ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเท่าที่ควร

ที่สำคัญคือ เป็นช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์ตามมา และท้ายสุดก็ผลักภาระความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ประชาชนผู้ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงเกิดความจำเป็น

ผมอยากถามว่า จะทำกันอย่างนี้อีกนานไหมครับ หรือต้องรอให้ ป.ป.ช. เรียกเข้ามาชี้แจงก่อนถึงจะรู้ตัว

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา