
ความเคลื่อนไหวด้านการสาธารณสุข
.....โครงการตะวันออกกลางพิเศษ
ยกระดับมาตรฐานความสะอาดและสร้างวัฒนธรรมอาหารปลอดภัย
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2008 มีการจัดประชุมสัมมนาที่กรุงเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย เพื่อยกระดับความสะอาดและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยด้านอาหารในภาครัฐและเอกชน มีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยด้านอาหารและมาตรฐานอาหารจากทั่วประเทศ รวมทั้งแขกรับเชิญจากต่างประเทศเพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาอาหารปลอดภัย ทั้งในด้านการปฏิบัติและมาตรฐานสำหรับการควบคุมอาหารและความเสี่ยง โดยความร่วมมือระหว่างอาร์เอชเอส (ระบบความสะอาดเรซา) กับองค์การมาตรฐานแห่งซาอุดีอาระเบีย (SASO) ณ โรงแรมเจดดาห์ เวสติน
ผู้อำนวยการ SASO กล่าวว่า ภาคเอกชนจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการนำเอามาตรฐานอาหารปลอดภัยมาใช้ เพื่อว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากอาหารที่ปลอดภัย เขาได้เรียกร้องผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร และผู้ใช้อาหารตามศูนย์บริการอาหารและภัตตาคารต่างๆ รวมถึงในโรงพยาบาลและสถาบันทางธุรกิจ ให้รับผิดชอบการสนองอาหารที่สะอาดและปลอดภัยให้แก่ลูกค้า
ระหว่างการประชุมครั้งนี้ยังได้มีการพูดถึงเทคโนโลยีต้านจุลินทรีย์แบบใหม่สำหรับการต้านเชื้อแบคทีเรียในสัตว์ปีก เนื้อ ผัก และอาหารอื่นๆ ซึ่งมีส่วนผสมแบบเดียวกับที่ใช้ในน้ำยาบ้วนปากว่าใช้ได้ดีมาแล้วในหลายชาติ ทั้งในยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น และจะนำมาเปิดตัวในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วย (อาหรับ นิวส์ 040608)
ข่าวความเคลื่อนไหวด้านการสาธารณสุขอื่นๆ
ในรอบเดือน มิ.ย. มีข่าวความเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น การรณรงค์ตรวจร่างกายก่อนแต่งงานในซาอุดีอาระเบีย โดยเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. รัฐมนตรีสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียได้ออกมาเตือนคู่สมรสถึงความจำเป็นของการผ่านการตรวจทางการแพทย์ก่อนแต่งงาน เพราะมีผลจากการรณรงค์ในเรื่องนี้เมื่อเดือนที่แล้ว พบคู่ที่เป็นโรคเอดส์ถึง 22 ราย และนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา พบคู่แต่งงานถึง 6,700 คู่ ที่ไม่ควรแต่งงานกัน กระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียนั้น มีห้องแล็บถึง 70 แห่ง คลินิกให้คำปรึกษาการแต่งงาน 31 แห่ง และศูนย์ตรวจสอบยีนทั่วประเทศ 131 แห่ง ที่พร้อมบริการตรวจโรคก่อนแต่งงาน (อาหรับ นิวส์ 090608)
พบความต้องการด้านการสาธารณสุขในกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับจะเพิ่มขึ้น 240% ในอีก 20 ปีข้างหน้า ระหว่างการประชุมสุดยอดสื่อตะวันออกกลางของจีอี เฮลท์แคร์ จัดที่ดูไบ ดร.ไอโอน คลีตัน ตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยปัจจัยเสี่ยงทางด้านสุขภาพและวัยที่สูงขึ้น ตลอดจนอัตราการขยายตัวของประชากร รวมทั้งภาวะขยายตัวทางการแพทย์ที่ล้นเกิน ได้ก่อให้เกิดการใช้จ่ายทางการสาธารณสุขที่สูงขึ้น และในการสนองตอบต่อการใช้จ่ายที่สูงขึ้นนี้ คาดว่าโรงพยาบาลในกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเพิ่มเตียงคนไข้มากขึ้น จาก 68,250 เตียง ในปี 2006 มาเป็น 114,450 เตียง ในปี 2015 และเป็น 161,750 เตียง ในปี 2025 (เอเอ็มอี อินโฟ 250608) และกัลฟ์ นิวส์
ก่อนหน้านี้คือเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวในที่ประชุมเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในยูเออีอยู่ในระดับที่ต่ำอย่างน่าตกใจ คือแค่เพียง 2.5% ของจีดีพีเท่านั้น และว่า รายงานของแมคคินเซย์ แอนด์ โค เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มรัฐอ่าวอาหรับใช้จ่ายด้านสาธารณสุขน้อยกว่า 5% ของจีดีพี ขณะที่การใช้จ่ายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 419% ในการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และ 323% ในการรักษาโรคเบาหวาน และอีก 275% ในการรักษาโรคมะเร็ง (กัลฟ์ นิวส์ 210608)







