
ทำอย่างไร...เมื่อประชาธิปไตยไม่คืบหน้า (1)
สภาวะล้มลุกคลุกคลานของประชาธิปไตยในประเทศไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์การเมืองของประเทศถูกหยิบยกขึ้นเป็นส่วนอารัมภบทของงานวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง
สภาวะล้มลุกคลุกคลานของประชาธิปไตยในประเทศไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์การเมืองของประเทศถูกหยิบยกขึ้นเป็นส่วนอารัมภบทของงานวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์อยู่
บ่อยครั้ง
Democracy in Retreat : The Revolt of the Middle Class and the Worldwide Decline of Representative Government ของ Joshua Kurlantzick นักวิชาการอาวุโสแห่ง The Council of Foreign Relations สหรัฐอเมริกา เป็นหนังสืออีกเล่มที่หยิบเอาเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย. 2553 ของไทยมาเป็นจุดเริ่มต้นการนำเข้าสู่ประเด็นหลักที่
ผู้แต่งต้องการนำเสนอ
นั่นก็คือ สภาวะ “ถอยหลังเข้าคลอง” ของประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศทั่วโลกในหนังสือเล่มนี้ Kurlantzick ได้ตั้งคำถามที่แหลมคมและกระแทกกลางใจของผู้เฝ้ามองการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศประชาธิปไตยอายุน้อยทั่วโลก อาทิ ทำไมประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูงทั่วโลกกำลังถดถอย ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้เพิ่งเริ่มวางรากฐานการพัฒนาประชาธิปไตยได้ไม่นาน
ทำไมประเทศที่ทรงอิทธิพลในโลกและภูมิภาคอย่างรัสเซียและเคนยาจึงไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในความหมายที่ทุกเสียงถูกรับฟังและหลักนิติธรรมเป็นหลักการที่ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนยึดถืออย่างเคร่งครัดได้
ทำไมประเทศที่เคยได้รับความชื่นชมอย่างสูงในความสำเร็จของการพัฒนาประชาธิปไตยในช่วงเริ่มแรกอย่างฮังการี โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และสาธารณรัฐสโลวาเกีย จึงถูกลดระดับความก้าวหน้าทั้งในแง่กลไกหลักของระบบประชาธิปไตย กระบวนการเลือกตั้ง และการรับรองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนลงอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญอีกประการคือ ทำไมการแทรกแซงทางการเมืองโดยตรงของกองทัพที่มีแนวโน้มว่าจะหมดไปแล้วเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง แต่การเข้ายึดอำนาจการปกครองโดยทหารกลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในช่วงปี 2006-2010 ในประเทศกินี ฮอนดูรัส เมาริทาเนีย ไนเจอร์ กินี-บิสเซา บังกลาเทศ ไทย และมาดากัสการ์ และที่น่ากังวลไม่แพ้กันก็คือ ทำไมความสำเร็จในการโค่นล้มผู้นำเผด็จการของประชาชนในโลกอาหรับ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง”
ในหลายประเทศจึงติดตามมาด้วยการกระชับอำนาจทางการเมืองของกองทัพมากกว่าการปฏิรูปกองทัพให้เป็นสถาบันการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตย
Kurlantzick เชื่อว่าการทำความเข้าใจปรากฏการณ์อันซับซ้อนเหล่านี้ไม่สามารถทำได้เพียงการตอบคำถามว่า ทำไมผู้นำประเทศอย่าง วลาดิมีร์ ปูติน หรืออูโก ชาเบซ สามารถบั่นทอนศักยภาพในการทำงานของสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยลงได้เท่านั้น
แต่สิ่งที่ต้องค้นหาและพิจารณาให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าก็คือทำไมประชาชนคนชั้นกลางในประเทศเหล่านั้นยินยอมให้ผู้นำเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งของเขากระทำการเช่นนั้นได้ และทำไมประชาชนคนชั้นกลางในประเทศดังกล่าวและอีกหลายประเทศจึงยอมให้กองทัพมีความชอบธรรมในการเข้ามาจัดการปัญหาทางการเมืองได้ ทั้งๆ ที่คนชั้นกลางยุคก่อนๆ คือคลื่นพลังทางสังคมหลักของการลุกฮือขึ้นขับไล่ระบอบเผด็จการทหารและเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตย
Kurlantzick อธิบายว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ชนชั้นกลางแปรเปลี่ยนจากกลุ่มพลังแห่งการปฏิรูปไปสู่การเป็นอุปสรรคขัดขวางความเติบโตก้าวหน้าของประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศนั้นมีอยู่หลายประการ
ประการแรก ชนชั้นกลางในบางประเทศเกิดความหวาดกลัวว่าประชาธิปไตยอาจนำไปสู่สภาวะสังคมที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย การเมืองที่เต็มไปด้วยการทุจริตและเศรษฐกิจที่อ่อนแอเติบโตช้า ประการต่อมา ชนชั้นกลางในบางประเทศไม่พอใจผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งมาด้วยคะแนนท่วมท้น แต่ไม่ใส่ใจหรือบางครั้งถึงขั้นละเมิดหลักนิติธรรม
ประการที่สาม ชนชั้นกลางในอีกหลายประเทศมีความห่วงกังวลว่าอำนาจที่ตนมีอยู่จะลดน้อยถอยลง ประการสุดท้ายและน่าสนใจมาก ก็คือการลุกขึ้นต่อสู้ของชนชั้นกลางเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในช่วงหลังๆ มักถูกตอบโต้ด้วยการลุกขึ้นต่อต้านของชนชั้นแรงงานและคนรากหญ้า ทำให้การเมืองแบบประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้นที่เปราะบางอยู่แล้วกลับย่ำแย่ลงไปอีก
มีตัวอย่างมากมายที่ Kurlantzick หยิบยกขึ้นมานำเสนอเพื่อสนับสนุนเหตุผลข้างต้น เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย ประชาชนได้สะท้อนผ่านผลการสำรวจความคิดเห็นปีแล้วปีเล่าว่า เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วนับจากการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ภายหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 1997
แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอินโดนีเซียภายใต้ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (โดยเฉพาะในความหมายที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการเลือกผู้นำประเทศและตัวแทนการใช้อำนาจในระดับต่างๆ) แทบจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลยเมื่อเปรียบเทียบกับยุคเผด็จการของอดีตประธานาธิบดีซูฮาโต
ในประเทศที่ชนชั้นกลางมีความหวังกับการปฏิรูปการเมืองในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 เช่น เวเนซุเอลา โบลิเวีย เคนยา ไทย และไต้หวัน ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งภายหลังการปฏิรูปการเมืองในประเทศเหล่านี้กลับใช้อำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้งภายใต้กติกาประชาธิปไตยเข้าควบคุมครอบงำสถาบันทางการเมืองที่ยังมิได้วางรากฐานอย่างเข้มแข็งและมั่นคงมากนัก โดยไม่สนใจที่จะประนีประนอม ต่อรองอำนาจ และอดทนรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้าม







