posttoday
2015 ราคาน้ำมันสิ้นหวัง ปัจจัยลบรอทุบเพียบ!

2015 ราคาน้ำมันสิ้นหวัง ปัจจัยลบรอทุบเพียบ!

31 ธันวาคม 2557

เป็น อีกปีที่ไม่น่าเชื่อเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน โดยทั้งปีนี้ราคาน้ำมันปรับลดลงมากถึง 49% แล้ว อีกทั้งยังเป็นที่น่าจับตาว่าในปี 2015 นั้น ราคาน้ำมันจะเดินไปในทิศทางใด และใครจะเป็นผู้ควบคุมชะตาราคาน้ำมัน โอเปก, วลาดิมีร์ ปูติน หรือว่าจะเป็นบรรดาเหล่าผู้ผลิตน้ำมันจากเชลล์ออย ในสหรัฐ

เป็น อีกปีที่ไม่น่าเชื่อเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน โดยทั้งปีนี้ราคาน้ำมันปรับลดลงมากถึง 49% แล้ว อีกทั้งยังเป็นที่น่าจับตาว่าในปี 2015 นั้น ราคาน้ำมันจะเดินไปในทิศทางใด และใครจะเป็นผู้ควบคุมชะตาราคาน้ำมัน โอเปก, วลาดิมีร์ ปูติน หรือว่าจะเป็นบรรดาเหล่าผู้ผลิตน้ำมันจากเชลล์ออย ในสหรัฐ

ปัจจัยที่ฉุดให้ราคาน้ำมันในช่วง 2014 ตกลงอย่างรุนแรงนั้นมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และยังคาดว่าในปีหน้าความต้องการน้ำมันยังจะปรับลดต่อเนื่องด้วย แต่กระนั้นปัจจัยที่ชัดเจนที่สุดที่ฉุดราคาน้ำมันนั้นมาจากท่าทีของกลุ่มประเทศผู้ผลิต น้ำมันเพื่อการส่งออก หรือโอเปก ที่ยืนยันจะไม่ตัดลดกำลังการผลิต เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดทั้งในสหรัฐและเอเชีย หลังจากที่ในสหรัฐนั้นผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดาน หรือเชลออยล์ เริ่มที่จะปั๊มน้ำมันได้มากขึ้นนั่นเอง

กล่าวง่ายๆ คือ ในขณะนี้ปริมาณน้ำมันนั้นยังล้นตลาดโลก ในขณะที่ความต้องการมีอยู่เพียง 27 ล้านบาร์เรล/วันนั้น กลุ่มโอเปกยังคงปริมาณผลิตที่ป้อนเข้าสู่ตลาดโลกเท่าเดิมที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน นอกจากนั้นยังมีปริมาณน้ำมันที่ไหลออกมาจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐที่ป้อนเข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือ และจากผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิกกลุ่มโอเปก

แน่นอนว่า การคงไว้ซึ่งกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปกถือว่าเป็น “จุดเปล่ี่ยน” ที่สำคัญที่สุดสำหรับราคาน้ำมันในปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าจับตามองดูว่าบรรดาสมาชิกโอเปกนั้นจะยังคงสามารถรักษาไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันต่อไปได้หรือไม่กับการตัดสินใจ “คงกำลังการผลิต” เท่าเดิม เพราะสมาชิกโอเปกบางประเทศก็ไม่เห็นด้วยนักที่กลุ่มตัดสินใจไม่ตัดลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะมีสมาชิกโอเปกที่เป็นกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น ที่จะยังคงสามารถต้านทานกับราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงไปถึง 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลได้ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป้นซาอุดิอาระเบีย คูเวต และการ์ตา ขณะที่สมาชิกอื่นๆ เริ่มออกอาการไม่สามารถรับได้อีกต่อไป เช่น เวเนซุเอลา ที่ต้องพบกับความยากลำบากกับงบประมาณชาติหลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ในปี 2015 นี้ จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่า โอเปกจะสามารถรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มได้หรือไม่ ซึ่งจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันในปีหน้าด้วย

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า ในปี 2014 นี้ เป็นปีที่ “เชลออยล์” ได้เข้ามามีบทบาทต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่น้อยทีเดียว นักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนมากต่างมองว่า การที่ขาใหญ่ของกลุ่มโอเปกอย่างซาอุดิอาระเบียยืนยันไม่ลดกำลังการผลิต น้ำมันนั้นเป็นการตั้งใจที่จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งลง เพื่อที่จะทำให้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐไม่สามารถต้านทานกับราคาที่ดิ่งตัวลงมาก และต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด เนื่องจากต้นทุนการผลิตน้ำมันจากเชลออยล์นั้นสูงกว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก

กระนั้นจากรายงานของสำนักงานพลังงานสากลในเดือน ต.ค. ระบุว่า ผู้ผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐนั้นยังสามารถทำกำไรได้อยู่ แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดต่ำลงไปอยู่ที่ 42 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่บรรดาสมาชิกกลุ่มโอเปกเองก็เคยส่งสัญญาณมาเป็นระยะๆ เช่นกันว่า โอเปกจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการผลิต แม้ว่าราคาน้ำมันจะดิ่งลงไปแตะ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลก็ตาม

ดังนั้น ในปีหน้าจึงเป็นที่น่าติดตามว่า การต่อสู้กันอย่างดุเดือดในสงครามราคาน้ำมันระหว่างโอเปก และเชลออยล์นั้นจะฉุดให้ราคาน้ำมันดิ่งลงไปแตะที่ 40 เหรียญสหรัฐในปีหน้าได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า หากราคาแตะจุดต่ำสุดดังกล่าวจริง บรรดาบริษัทพลังงานขนาดกลางและขนาดเล็กในสหรัฐเองจะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก และคาดว่าจะเกิดการควบรวมกิจการขึ้นเป็นจำนวนมากทีเดียว

ในรายงานประจำเดือน ธ.ค. ของสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) ยังได้ปรับลดความต้องการน้ำมันในปีหน้าลงอีก 2.30 แสนบาร์เรล/วัน ลงมาอยู่ที่ 9 แสนบาร์เรล/วันเท่านั้น ปัจจัยนี้ยังจะทำให้ราคาน้ำมันในปีหน้าอาจจะไม่สามารถกระเตื้องขึ้นมาได้นัก

ทั้งนี้ ในตลาดสหรัฐซึ่งเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของโลกคาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะยังคงที่ เนื่องจากปัจจัยสำคัญประการหนึ่งก็คือ นโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐต่อการผลิตรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ประกอบกับสหรัฐสามารถผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ได้มากขึ้นเช่นกัน

ขณะที่ทางด้านจีนและยุโรปนั้น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะอึมครึม ซึ่งแม้ว่าราคาน้ำมันจะมีราคาถูกลง และอาจจะกระตุ้นให้มีการใช้น้ำมันมากขึ้นบ้าง แต่กระนั้นก็คาดว่าจะไม่สามารถกระตุ้นให้ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกขึ้นมาอยู่ในระดับที่เป็นนัยสำคัญต่อราคาได้

ความเคลื่อนไหวจากรัฐสภาสหรัฐที่มีการผลักดันให้แก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้สหรัฐสามารถส่งออกน้ำมันได้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ยังจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ทิศทางราคาน้ำมันโลกอยู่ในทิศทางลงต่อไปด้วย ซึ่งถ้าหากการแก้ไขกฎหมายของสหรัฐสำเร็จก็คาดว่าในปีหน้าสหรัฐอาจจะเริ่มการส่งออกน้ำมันได้ที่ราว 1.5 ล้านบาร์เรล/วันทีเดียว

สุดท้ายคือความวิตกกังวลต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเรื้อรังในหลายๆ จุดของโลก ไบรอัน ยังเบิร์ก นักวิเคราะห์พลังงานจากสถาบันเอ็ดเวิร์ด ดีโจนส์ แอนด์โค ในเซนต์หลุยส์ ยืนยันกับบลูมเบิร์กว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยลบต่อราคาน้ำมันโลกในปีหน้าอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง  ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตในยูเครนที่ดึงเอามหาอำนาจตะวันตกและรัสเซียมาเผชิญหน้ากัน วิกฤตกลุ่มก่อการร้ายไอเอสในอิรัก ที่ยังคงต่อสู้รุกกินพื้นที่ในหลายเมืองจนเกิดกระแสหวาดหวั่นว่าอาจจะกระทบแหล่งผลิตน้ำมันในอิรัก

ขณะที่ต่อวิกฤตอิหร่านนั้น ถ้าหากรัฐบาลเตหะราน ยอมรับในข้อตกลงระงับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ลงเพื่อแลกเปลี่ยนกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรจากโลกตะวันตกก็จะทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้
เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เป็น 4.8 ล้านบาร์เรล/วัน แน่นอนว่าปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนี้ยิ่งจะกดราคาน้ำมันในตลาดโลกมากขึ้นไปอีก

รัสเซียกลายเป็นรายแรกไปแล้ว สำหรับในปีนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนที่สุดจากราคาน้ำมันที่ดิ่งเหวลงในช่วงที่ผ่านมา รัสเซียพึ่งพารายได้จากการส่งออกพลังงานมากถึง 2 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด จนทำให้ในขณะนี้ค่าเงินรัสเซียอ่อนตัวลงไปแล้วมากกว่า 50% จนรัสเซียถึงกับยอมรับว่าเศรษฐกิจปีหน้าถดถอยหนักแน่นอน

ปีหน้าฟ้าใหม่ ราคาน้ำมันยังไม่เห็นอนาคต ต้องจับตากันต่อไปว่าใครจะเป็นเหยื่อน้ำมันรายต่อไป!

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน