
สิ้นปีคดีการเมืองเดือด สะเทือนปรองดอง
จังหวะการเมืองเวลานี้ต้องจับตาไปที่ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะเตรียมจะพิจารณาคดีสำคัญหลายคดี
จังหวะการเมืองเวลานี้ต้องจับตาไปที่ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะเตรียมจะพิจารณาคดีสำคัญหลายคดี
เริ่มด้วยคดีจำนำข้าวในส่วนความผิดทางอาญาของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี โดยคณะทำงานร่วมกันระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุดเตรียมประชุมกันในวันที่ 25 ธ.ค. ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นนัดสุดท้าย หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกัน ทาง ป.ป.ช.จะส่งคดีฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอง
ส่วนคดีโครงการรับจำนำข้าวในส่วนของ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ ทางคณะอนุกรรมการไต่สวนเตรียมสรุปสำนวนส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาว่าจะมีชี้มูลความผิดหรือไม่ภายในสิ้นเดือนนี้
กระนั้น สำหรับสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ทำให้มีการจับตามองไปยังคดีการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ค้างอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช.
คดีที่ว่านั้น คือ คดีการถอดถอนอดีต สส.พรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 268 คนที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.
“ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” ประธาน ป.ป.ช. ยืนยันว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะสามารถลงมติว่าจะชี้มูลความผิดกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ทั้งความผิดในคดีอาญาและคดีถอดถอนหรือไม่ก่อนสิ้นเดือน ธ.ค.
คดีอดีต สส. 268 คน เป็นอีกแขนงหนึ่งของคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว. ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดแก่อดีต สว. 39 คน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการถอดถอนก่อนหน้านี้ และถ้า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอดีต สส. 268 คนออกมา คดีนี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการเช่นเดียวกับอดีต สว. 39 คน
จะว่าไปแล้วคดีของอดีต สส. 268 คน กำลังอยู่ในความสนใจของฝ่ายการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนักการเมืองเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย
ทันทีที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอดีต สส.เมื่อไหร่ อนาคตของพวกเขาจะฝากไว้ที่ “สนช.” และ “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ”
การฝากความหวังไว้ที่ สนช. ก็เพื่อให้สมาชิก สนช.จำนวน 220 คน ลงมติไม่ถอดถอนอดีต สส. แม้ในทางสถิติฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่เคยสามารถถอดถอนนักการเมืองได้มาก่อนก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ที่ไม่ใช่ภาวะปกติ ย่อมทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้มีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย
ถ้าถึงที่สุดแล้ว สนช.ลงมติถอดถอน ย่อมมีผลให้ต้องถูกเว้นวรรค 5 ปี แต่นั่นยังไม่น่าสนใจเท่ากับว่าคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญ
อย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เช่น การไม่ให้ผู้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หลักการว่าด้วยการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตนั้นมีเค้าลางมาแล้ว ดังจะเห็นได้จากมาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว บัญญัติให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่ครอบคลุมเรื่องการสร้างกลไกไม่ให้ผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยกระทำการทุจริต เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเด็ดขาด
ไม่เพียงเท่านี้ ล่าสุดคณะ กมธ.ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมิชอบ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ทำข้อเสนอไปยังคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้วางกลไกการกลั่นกรองนักการเมืองตามมาตรา 35 (4) ด้วย
จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราวและข้อเสนอของคณะ กมธ.กลายเป็นสองแรงบวกทำให้การตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิตมีความเป็นไปได้สูงมากขึ้น
ในมุมมองพรรคเพื่อไทยถ้า สนช.ลงมติไม่ถอดถอนก็ดีไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีถ้อยคำตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิตขึ้นมา แน่นอนว่าในฐานะผู้เสียประโยชน์คงไม่อาจอยู่เฉยได้ กระบวนการกดดันทางการเมืองย่อมเกิดขึ้น
ต่อเนื่อง
เห็นเช่นนี้แล้วการสร้างความปรองดองยังเป็นความหวังเลือนลางต่อไป







