posttoday
จับตา ‘รูเบิ้ล ไครซิส’ วิกฤตนี้หนาวถึงไทย

จับตา ‘รูเบิ้ล ไครซิส’ วิกฤตนี้หนาวถึงไทย

19 ธันวาคม 2557

แม้วิกฤตการณ์ค่าเงินรูเบิ้ลที่อ่อนค่ายวบไปกว่า 50% แล้วในปีนี้ จะยังถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย เนื่องด้วยปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างกันที่ยังน้อย และ ค่าเงินรัสเซียก็ไม่ใช่สกุลเงินในตะกร้าหลักที่มีผลต่อโลก แต่การเรียกประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อหารือผลกระทบและแนวทางรับมือ ก็พอจะสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ไทยจะใจเย็นอยู่ได้เหมือนกัน

แม้วิกฤตการณ์ค่าเงินรูเบิ้ลที่อ่อนค่ายวบไปกว่า 50% แล้วในปีนี้ จะยังถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย เนื่องด้วยปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างกันที่ยังน้อย และ ค่าเงินรัสเซียก็ไม่ใช่สกุลเงินในตะกร้าหลักที่มีผลต่อโลก แต่การเรียกประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อหารือผลกระทบและแนวทางรับมือ ก็พอจะสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ไทยจะใจเย็นอยู่ได้เหมือนกัน

ในแง่ผลกระทบโดยตรงที่ไทยจะได้รับนั้น เบื้องต้น ยังจำกัดอยู่เพียงภาคการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ เช่น พัทยา ที่มีส่วนแบ่งนักท่องเที่ยวรัสเซียสูงที่สุดราว 30% เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ และมียอดจองโรงแรมลดลงแล้ว กว่า 70% เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ครั้งที่ผ่านมา

ส่วนการค้าขายระหว่างไทยกับรัสเซียยังจำกัด เพราะไม่ใช่กลุ่มคู่ค้ารายใหญ่ของไทย โดยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีการส่งออกไปรัสเซียราว 768 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าราว 2,639 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ผลกระทบทางตรง แต่เป็น “ผลกระทบทางอ้อม” หมายความว่า วิกฤตการณ์ในรัสเซียได้จุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่นับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งนี่จะกลายเป็นฝันร้ายของจริงของเศรษฐกิจไทย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วิกฤตครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐและยุโรปมาตลอดปี 2557 แต่ส่วนสำคัญที่มีน้ำหนักมากกว่า ก็คือ ราคาน้ำมันที่ลดลงฮวบฮาบปิดต่ำกว่า 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในรอบ 5 ปี ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 70% อย่างรัสเซียกระอักเลือด จนฉุดความเชื่อมั่นในตลาดทุน หลังจากที่ทุนต่างชาติทยอยไหลออกจากตลาดเกิดใหม่จากปัจจัยการฟื้นตัวของสหรัฐเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้เงินรูเบิ้ลอ่อนค่าลงหนักกว่า 50% ในปีนี้

หากมองบนพื้นฐานดังกล่าว รัสเซียจึงไม่ใช่ตัวต้นตอปัญหา แต่เป็นเหยื่อรายใหญ่ที่จะส่งผลกระทบชิ่งอย่างใหญ่หลวงตามมาใน 2 ด้านหลักๆ คือ ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และตลาดทุนที่จะปั่นป่วนอย่างหนัก

กรณีแรกนั้น จะเกิดขึ้นหากรัสเซียไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ค่าเงินรูเบิ้ลได้ จนนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Default) ครั้งแรกในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียปี 2540-2541 การเบี้ยวหนี้จากหนี้ทั้งหมด 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จะส่งผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจในยุโรป ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ เช่น อิตาลี และเยอรมนี

ต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจยุโรปเองยังอยู่ในภาวะฝืดเคือง การเบี้ยวหนี้ของรัสเซียจึงสามารถสะเทือนยุโรปได้ทันที ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยตามมาทันที ทั้งในแง่ของการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบัน การ ส่งออกของไทยนั้นอยู่ในภาวะติดลบอยู่แล้ว ทั้งจากยอดความต้องการสินค้าที่ลดลงและประสิทธิภาพการแข่งขันต่ำลง แม้ค่าเงินบาทไทยจะทยอยอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกได้

นอกจากนี้ จีนซึ่งเป็นทั้งมหามิตรและคู่ค้าสำคัญของรัสเซีย จากมูลค่าการค้าถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะได้รับผาจนกระทบต่อไปยังประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในเอเชียด้วยอีกด้านที่น่าจับตา ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหารัสเซียก็คือ ราคาน้ำมันโลกที่จะอ่อนยวบลงอีกในปีหน้า จากการงัดข้อกันระหว่างฟากเชลออยล์นำโดยสหรัฐ และฟากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ซึ่งราคาน้ำมันนี้มีผลโดยตรงต่อราคาสินค้าเกษตรที่เป็นหัวใจสำคัญของเกษตรกร ผู้กุมอำนาจการใช้จ่ายในประเทศของเรา ซึ่งพิสูจน์ได้จากการใช้จ่ายในปีนี้ที่ซบเซาหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำลงแทบทุกตัว

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุก่อนหน้านี้ว่า แม้ราคาน้ำมันที่ถูกลงจะช่วยเอื้อเศรษฐไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน แต่การที่ไทยเป็นประเทศพึ่งพาสินค้าเกษตรค่อนข้างมาก จึงอาจได้รับผลกระทบด้วย

อีกกรณีต่อมา คือ ความปั่นป่วนในตลาดทุนที่ไทยและทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่เงินทุนต่างชาติพร้อมไหลออกรับการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในปีหน้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากรัสเซียไม่สามารถควบคุมค่าเงินรูเบิ้ลได้ หรือจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมทุนไหล ก็จะส่งผล กระทบต่อ “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน” ทันที ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และยังเป็นโรคติดต่อที่น่าากังวลมากที่สุด

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า หากสหรัฐมีการขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าได้ถึง 34.00 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายปี 2558 จากปัจจุบันที่ 32.9 อีกทั้งการที่ญี่ปุ่นผ่อนคลายมาตรการทางการเงินมากขึ้น จะเป็นปัจจัยให้บาทอ่อนค่าได้ แต่หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อเดินเกมกระตุ้นเศรษฐกิจและลดความ น่าสนใจของสินทรัพย์ไทย จะเท่ากับการประกาศสงครามค่าเงินในภูมิภาคนั้น อาจได้เห็นค่าเงินบาทแตะระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐได้

ปัจจุบันหลายประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มเห็นสัญญาณทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย จนธนาคารกลางหลายประเทศต้องจับตาดูแลค่าเงินอย่างใกล้ชิด ขณะที่ีไทยนั้น ก็อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่เสี่ยงต่อภาวะทุนไหลออกเช่นกัน แม้ว่าเฉลี่ยทั้งปี 2557 แล้ว ค่าเงินบาทไทยจะยังแข็งค่าได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเงินของมาเลเซียที่อ่อนค่า 6.28% และอินโดนีเซียที่อ่อนค่าไป 3.95% แต่หากเกิดภาวะระส่ำขึ้นในตลาดทุนหรือภาวะเศรษฐกิจจริงของรัสเซีย นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าอาจนำไปสู่ภาวะทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ เพื่อนำเงินไปพักในที่ปลอดภัยกว่า

ล่าสุดนั้น ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ได้ประกาศใช้มาตรการดอกเบี้ยเงินฝากเป็นลบแล้ว หลังจากที่มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศมาพักเป็นจำนวนมหาศาล จนดันให้ค่าเงินฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นเร็วเกินไป ทำให้ต้องเก็บดอกเบี้ยเงินฝาก 0.25% ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป สะท้อนว่า สวิสเตรียมรับมือทุนที่จะทะลักเข้ามาอีก จากความไม่แน่นอนของตลาดทุนและเศรษฐกิจโลกแล้ว

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา