
กูรูเศรษฐกิจเชื่อ ปีหน้าอาการหนัก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการประชุมหารือหลังค่าเงินรูเบิ้ลของรัสเซียอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องว่า มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจทุกครั้งว่าไทยจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะมี 3 ระดับ คือ ต้องมองนอกประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านและในประเทศ ซึ่งต้องเอาทุกอย่างมาสัมพันธ์กัน อะไรที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ต้องมีมาตรการเสริม วันนี้ยังไม่มีผลกระทบอะไร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการประชุมหารือหลังค่าเงินรูเบิ้ลของรัสเซียอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องว่า มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจทุกครั้งว่าไทยจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะมี 3 ระดับ คือ ต้องมองนอกประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านและในประเทศ ซึ่งต้องเอาทุกอย่างมาสัมพันธ์กัน อะไรที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ต้องมีมาตรการเสริม วันนี้ยังไม่มีผลกระทบอะไร
เมื่อถามว่าจะมีการวางแผนอะไรหรือไม่ หากมีผลกระทบกับไทย นายกฯ กล่าวว่า รายได้ประเทศจะลดลง เพราะการค้าขายการส่งออกทั้งหมดอยู่ที่ต่างประเทศ 70% เมื่อประเทศมหาอำนาจขัดแย้งกันจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ไทยก็จะส่งออกได้ลดลง การจัดเก็บภาษีลดลง
“วันนี้ได้สั่งให้เพิ่มตลาดชุมชน ตลาดท้องที่ รวมทั้งเปิดตลาดสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรนำสินค้ามาขายเอง ซึ่งรัฐและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะไป ตั้งกลไกเรื่องแพ็กเกจสินค้าให้ดูดี” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโต 3.5% แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลงเร็ว และวิกฤตรัสเซียที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้ หลังรูเบิ้ลอ่อนค่าลงเร็ว อย่างไรก็ตามการที่น้ำมันลงก็ดีต่อการบริโภคของไทย แต่อาจจะไม่ดีต่อการส่งออก เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว
“การเติบโตของไทยที่ระดับ 3.5-4% ยังมีคำถามอยู่ว่าพอหรือไม่ หรือจะต้องระดับใดจึงจะดีต่อประเทศไทย เนื่องจากว่าเราตั้งเป้าที่จะหลุดพ้นจากกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ในปี 2468 ซึ่งถ้าจะให้เป็นไปตามเป้าหมาย เราต้องทำให้จีดีพีเติบโตเฉลี่ยถึง 7% ต่อปี แต่ถ้าโตระดับปัจจุบันนี้ต้องใช้เวลานานถึง 60 ปีค่อยจะหลุดพ้น เรียกกันว่าจะผ่านได้ชาติหน้าเลยทีเดียว
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ปี 2558 จากเดิม 4.5% เหลือ 3.3% จากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน คือ 1.วิกฤตรัสเซียที่เข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้าจะกระทบต่อการส่งออกและนักท่องเที่ยวที่จะมาไทย 2.ราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่อง แม้อุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์ แต่จะกระทบต่อสินค้าเกษตร เช่น ยาง ปาล์ม อ้อย ข้าว ราคาจะลดลง ส่งผลต่อรายได้เกษตรกรน้อยลง ใช้จ่ายลดลง กระทบกับธุรกิจค้าปลีกในต่างจังหวัด
3.สงครามค่าเงิน ที่ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อ เพราะค่าเงินในภูมิภาคอ่อนลงแรง แต่เงินบาท กลับนิ่ง ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาด้วยการลดดอกเบี้ย เพราะกลายเป็นว่าไทยจะเป็นผู้ประกาศสงครามค่าเงินเสียเอง ที่ลดดอกเบี้ยในช่วงที่ประเทศอื่นเข้าสู่ดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินบาท ปีหน้าอาจอ่อนค่าถึง 36 บาท/เหรียญสหรัฐ
ด้านที่ 4.การลงทุนภาครัฐ ซึ่งสำคัญมาก เพราะจะเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า หากลงทุนตามคาดการลงทุนภาครัฐจะเติบโต 7.9% การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 5.7% แต่หาก
ไม่เป็นไปอย่างที่คาดเศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตต่ำกว่าคาด
ทั้งนี้ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า ปี 2558 อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นเป็น 2.25% ขณะที่เงินบาทสิ้นปี 2558 จะอ่อนค่าระดับ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ และจะผันผวนระหว่างทาง
ซึ่งผู้ประกอบการต้องป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้ล่วงหน้า
ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ราคาน้ำมันโลกอาจดิ่งลงจนไปสิ้นสุดในเดือน ก.พ. ปีหน้า ที่ราว 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าคาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวจากปีนี้ โดยในส่วนของความต้องการปูนซีเมนต์ปีหน้าจะขยายตัวได้ประมาณ 6% จากการเร่งผลักดันงานโครงการของภาครัฐ โดยจะเห็นภาพที่ชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้าเป็นต้นไป ส่วนปีนี้ที่ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ติดลบ 1% ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนชะลอตัว
ศักดิ์ชัย เก่งกิจโกศล กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค ผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เปิดเผยว่า ปีหน้าศูนย์การค้าเอ็ม บี เค ปรับแผนตลาดใหม่ เพราะนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะลดลงจากสงครามเศรษฐกิจ โดยทางเอ็ม บี เค จะเพิ่มลูกค้าคนไทยจาก 50% เป็น 70%







