posttoday
"คณิต”หนักใจทำหน้าที่ปธ.คอป.

"คณิต”หนักใจทำหน้าที่ปธ.คอป.

11 มิถุนายน 2553

“คณิต” รับหนักใจทำหน้าที่ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ลั่นทุ่มเทเต็มที่  หวังประเทศสงบสุขอีกครั้ง เตรียมหารือแกนนำแดง

“คณิต” รับหนักใจทำหน้าที่ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ลั่นทุ่มเทเต็มที่  หวังประเทศสงบสุขอีกครั้ง เตรียมหารือแกนนำแดง

"คณิต”หนักใจทำหน้าที่ปธ.คอป.

ที่โรงแรมสยามซิตี้   นายคณิต  ณ  นคร  ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คอป.) แถลงข่าวเปิดใจ  หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคอป. ว่า  การได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดังกล่าวรู้สึกหนักใจเป็นอย่างมาก   หนักที่สุดในชีวิต  เนื่องจากเป็นสถานการณ์พิเศษของบ้านเมือง และเป็นเรื่องที่ยากที่ต้องดำเนินการท่ามกลางความขัดแย้งของสังคมมีความสลับซับซ้อนทั้งข้อมูลและตัวบุคคล ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรย่อมมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ไม่เห็นด้วย  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ แต่โดยส่วนตัวตั้งใจไว้ว่าหากสามารถทำอะไรให้ประเทศชาติได้ แม้ว่าจะมีผลกระทบกับตัวเองและมีแรงกดดันรอบด้านอย่างสูง ก็คิดว่าพร้อมที่จะทุ่มเททำงานให้สุดความรู้ความสามารถเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศนี้

นายคณิต กล่าวว่า จะใช้เวลาที่เหลือจากนี้หาตัวคณะกรรมการอิสระ ซึ่งไม่สามารถหาโดยลำพังคนเดียวได้  เพราะคณะกรรมการต้องมีความเป็นอิสระและจะพยายามให้ประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด สีใด และต้องได้รับความยอมรับในระดับหนึ่งจากทุกฝ่าย   จำเป็นอย่างยิ่งที่ขั้นตอนนี้ต้องมีความรอบคอบ และเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง  ซึ่งคาดว่าจะได้มีโอกาสไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เช่น นพ.ประเวศ วะสี ราษฎร อาวุโส  และตั้งใจว่าวันที่ 14 มิ.ย. จะเดินทางไปพบปะหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ   นายวีระ  มุสิกพงษ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)   นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ   แกนนำ นปช. ที่ค่ายนเรศวร  จ.เพชรบุรี ด้วย  ทั้งนี้รายชื่อคณะกรรมการจะเสนอกลับไปที่คณะรัฐมนตรีภายใน 15 วันหลังจากได้รับการแต่งตั้ง

ประธานคอป. กล่าวว่า   ในเรื่องอำนาจหน้าที่นั้นนอกจากเรื่องการตรวจสอลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบของประเทศเพื่อให้เป็นการเรียนรู้และเป็นบทเรียนของประเทศแล้ว  สิ่งที่ตนเองคาดหวังกว่านั้น คือเรื่อง การจัดทำแผนงานและวิธีการปรองดองของบ้านเมือง มากว่าจะเน้นเพื่อหาว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ใครถูกใครผิด  สมควรต้องถูกลงโทษทางกฎหมายหรือไม่  เนื่องจากเรื่องนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปแล้ว  อย่างไรก็ตามทั้งเรื่องการค้นหาข้อเท็จจริงและเรื่องคดีต่างๆ อาจจะมีการทับซ้อนกันบ้าง แต่ทางคณะกรรมการฯ จะเน้นเรื่องแผนการปรองดองมากกว่าเ พราะเรื่องคดีมีหน่วยงานที่เกี่ยวดำเนินหลายหน่วยงานแล้ว

 “ผมรู้สึกว่าคนไทยทุกคนและประเทศไทย   ได้สูญเสียโอกาสไปมากมาย  เราทุกคนจึงเวลาที่จะหันหน้าเข้าหากันที่จะแสวงหาทางออกให้กับประเทศ   โดยอาจต้องมีกระบวนการทางวิชาการที่หลายประเทศได้ใช้กันในลักษณะของคณะกรรมการตรวจสอบความมจริง( Truth  Commission)  มากกว่า  การค้นหาข้อเท็จจริงหรือการไต่สวนข้อเท็จจริง(Fact Finding ) ตามปกติ”  ประธาน คอป.กล่าว

นายคณิต กล่าวว่า ได้ร้องขอให้ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์  ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้ามาเป็นคณะทำงานด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่เป็นในฐานะคณะทำงานที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน  พร้อมเสนอให้นายวิทยา    สุริยะวงค์   ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม  เป็นเลขาให้กับ คอป.ด้วย   ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าการทำงานของตนเองที่ผ่านมายึดหลัก ความถูกต้อง  หลักกฎหมายและประเทศชาติเป็นสำคัญ   เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ  และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกคนเพื่อนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศอีกครั้ง

นายคณิต กล่าวว่า  เรื่องความเป็นกลางที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนตัวยืนยันว่าเป็นคนที่เป็นกลางมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นอัยการสูงสุด ตอนนั้นมีกระแสการเมืองเข้ามาที่ตัวเองจำนวนมาก    จนหลายครั้งก็เล่นเอาจนปัญหา  อาทิ เรื่องคดี สปก.4-01  ที่ต้องทำไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง    เพราะขณะนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง   แต่ตนเองก็ทำคดีอย่างตรงไปตรงมาและรักษาความห่างอย่างสุดความสามารถ  ส่วนที่ตนเองออกมาจากพรรคไทยรักไทยนั้นยืนยันว่าไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่คิดว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของตนเองเท่านั้น เพราะตนเองเหมาะสำหรับการเป็นนักวิชาการมากกว่า   ทั้งนี้หาก พ.ต.ท.ทักษิณ  ติดต่อมาตนเองก็ยังสามารถพูดคุยกันได้

นายคณิต  กล่าวว่า  การมาทำหน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอยากให้มีวิชาการอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่การคิดเอาเอง เพราะต้องมีหลักวิชาอยู่เบื้องหลังเพื่อที่จะได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน   ทั้งนี้แนวทางการเมืองทำงานที่จะเกิดขึ้นจะต้องมีการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆให้มากที่สุด และคาดว่าผลงานที่ออกมาน่าจะมีการเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่มีประสิทธิภาพก็อย่าหวังว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ประชาธิปไตยจะมีความเป็นไปได้ เห็นได้จากประเทศ  ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่กระบวนการยุติธรรมมีความเข้มแข็ง  จนสามารถกำจัดนักการเมืองที่มีความประพฤติมิชอบได้ ดังนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมดีก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองสงบได้  ทั้งนี้จะพยายามเสนอรัฐบาล และก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องนำไปทบทวนต่อไป อย่างไรก็ตามไม่สามารถระบุว่าการทำงานเรื่องนี้จะใช้เวลาเท่าใดแต่คิดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร จะทันสิ้นปีนี้หรือไม่ยังไม่สามารถบอกได้

นายกิตติพงษ์    กิตติยารักษ์   คณะทำงาน  กล่าวเสริมว่า    กรอบงานที่ได้รับมอบหมาย คือการตรวจสอบความจริงเพื่อความปรองดองไม่ใช่การไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อทำหน้าที่ค้นหาความจริงที่แท้จริงซึ่งต้องเป็นความจริงจากมุมมองของทุกฝ่ายที่เป็นเบื้องหลังของความขัดแย้ง เมื่อรู้ประเด็นเบื้องหลังความขัดแย้งก็จะนำเอาตรงนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดอง   โดยกรอบการทำงานจะกว้างกว่าการหาข้อเท็จจริงในวันที่ 10 เม.ย. หรือ วันที่ 19 พ.ค. เพราะต้องดูเรื่องสาเหตุที่เกิดความขัดแย้งซึ่งในต่างประเทศมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก  ซึ่งในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่เห็นต่างกันที่มีการขยายตัวจนในที่สุดมีการทำผิดกฎหมาย จนเกิดการสูญเสีย  หากนำเอาเรื่องกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้  ดังนั้น นานาประเทศจะมองว่าแทนที่จะเน้นเรื่องการลงโทษเพียงอย่างเดียว   สันติสุขอาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่า หากมีการนำปัญหาของแต่ละฝ่ายให้มีการโอกาสได้พูด นำไปสู่ความเข้าใจ การให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่  ซึ่งจากต่างประเทศต้องใช้เวลายาวนานมาก อาทิ ประเทศแอฟฟริกาใต้  ที่มีการตั้งคณะกรรมที่ชื่อเดียวกับ คอป. แต่เขาเรียกว่า “คณะกรรมการสัจจะสมานฉันท์” มีการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องเกือบ 2 หมื่นปากและใช้เวลาถึง 3- 4ปี  ซึ่งของไทยคงไม่ยาวนานแบบนี้   แต่ต้องยอมรับว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาพอสมควร

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน