
"คณิต”หนักใจทำหน้าที่ปธ.คอป.
“คณิต” รับหนักใจทำหน้าที่ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ลั่นทุ่มเทเต็มที่ หวังประเทศสงบสุขอีกครั้ง เตรียมหารือแกนนำแดง
“คณิต” รับหนักใจทำหน้าที่ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ลั่นทุ่มเทเต็มที่ หวังประเทศสงบสุขอีกครั้ง เตรียมหารือแกนนำแดง
ที่โรงแรมสยามซิตี้ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คอป.) แถลงข่าวเปิดใจ หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคอป. ว่า การได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดังกล่าวรู้สึกหนักใจเป็นอย่างมาก หนักที่สุดในชีวิต เนื่องจากเป็นสถานการณ์พิเศษของบ้านเมือง และเป็นเรื่องที่ยากที่ต้องดำเนินการท่ามกลางความขัดแย้งของสังคมมีความสลับซับซ้อนทั้งข้อมูลและตัวบุคคล ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรย่อมมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ แต่โดยส่วนตัวตั้งใจไว้ว่าหากสามารถทำอะไรให้ประเทศชาติได้ แม้ว่าจะมีผลกระทบกับตัวเองและมีแรงกดดันรอบด้านอย่างสูง ก็คิดว่าพร้อมที่จะทุ่มเททำงานให้สุดความรู้ความสามารถเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศนี้
นายคณิต กล่าวว่า จะใช้เวลาที่เหลือจากนี้หาตัวคณะกรรมการอิสระ ซึ่งไม่สามารถหาโดยลำพังคนเดียวได้ เพราะคณะกรรมการต้องมีความเป็นอิสระและจะพยายามให้ประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด สีใด และต้องได้รับความยอมรับในระดับหนึ่งจากทุกฝ่าย จำเป็นอย่างยิ่งที่ขั้นตอนนี้ต้องมีความรอบคอบ และเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะได้มีโอกาสไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เช่น นพ.ประเวศ วะสี ราษฎร อาวุโส และตั้งใจว่าวันที่ 14 มิ.ย. จะเดินทางไปพบปะหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำ นปช. ที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี ด้วย ทั้งนี้รายชื่อคณะกรรมการจะเสนอกลับไปที่คณะรัฐมนตรีภายใน 15 วันหลังจากได้รับการแต่งตั้ง
ประธานคอป. กล่าวว่า ในเรื่องอำนาจหน้าที่นั้นนอกจากเรื่องการตรวจสอลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบของประเทศเพื่อให้เป็นการเรียนรู้และเป็นบทเรียนของประเทศแล้ว สิ่งที่ตนเองคาดหวังกว่านั้น คือเรื่อง การจัดทำแผนงานและวิธีการปรองดองของบ้านเมือง มากว่าจะเน้นเพื่อหาว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ใครถูกใครผิด สมควรต้องถูกลงโทษทางกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากเรื่องนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปแล้ว อย่างไรก็ตามทั้งเรื่องการค้นหาข้อเท็จจริงและเรื่องคดีต่างๆ อาจจะมีการทับซ้อนกันบ้าง แต่ทางคณะกรรมการฯ จะเน้นเรื่องแผนการปรองดองมากกว่าเ พราะเรื่องคดีมีหน่วยงานที่เกี่ยวดำเนินหลายหน่วยงานแล้ว
“ผมรู้สึกว่าคนไทยทุกคนและประเทศไทย ได้สูญเสียโอกาสไปมากมาย เราทุกคนจึงเวลาที่จะหันหน้าเข้าหากันที่จะแสวงหาทางออกให้กับประเทศ โดยอาจต้องมีกระบวนการทางวิชาการที่หลายประเทศได้ใช้กันในลักษณะของคณะกรรมการตรวจสอบความมจริง( Truth Commission) มากกว่า การค้นหาข้อเท็จจริงหรือการไต่สวนข้อเท็จจริง(Fact Finding ) ตามปกติ” ประธาน คอป.กล่าว
นายคณิต กล่าวว่า ได้ร้องขอให้ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้ามาเป็นคณะทำงานด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่เป็นในฐานะคณะทำงานที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน พร้อมเสนอให้นายวิทยา สุริยะวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม เป็นเลขาให้กับ คอป.ด้วย ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าการทำงานของตนเองที่ผ่านมายึดหลัก ความถูกต้อง หลักกฎหมายและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกคนเพื่อนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศอีกครั้ง
นายคณิต กล่าวว่า เรื่องความเป็นกลางที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนตัวยืนยันว่าเป็นคนที่เป็นกลางมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นอัยการสูงสุด ตอนนั้นมีกระแสการเมืองเข้ามาที่ตัวเองจำนวนมาก จนหลายครั้งก็เล่นเอาจนปัญหา อาทิ เรื่องคดี สปก.4-01 ที่ต้องทำไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เพราะขณะนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง แต่ตนเองก็ทำคดีอย่างตรงไปตรงมาและรักษาความห่างอย่างสุดความสามารถ ส่วนที่ตนเองออกมาจากพรรคไทยรักไทยนั้นยืนยันว่าไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่คิดว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของตนเองเท่านั้น เพราะตนเองเหมาะสำหรับการเป็นนักวิชาการมากกว่า ทั้งนี้หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ติดต่อมาตนเองก็ยังสามารถพูดคุยกันได้
นายคณิต กล่าวว่า การมาทำหน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอยากให้มีวิชาการอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่การคิดเอาเอง เพราะต้องมีหลักวิชาอยู่เบื้องหลังเพื่อที่จะได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้แนวทางการเมืองทำงานที่จะเกิดขึ้นจะต้องมีการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆให้มากที่สุด และคาดว่าผลงานที่ออกมาน่าจะมีการเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่มีประสิทธิภาพก็อย่าหวังว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ประชาธิปไตยจะมีความเป็นไปได้ เห็นได้จากประเทศ ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่กระบวนการยุติธรรมมีความเข้มแข็ง จนสามารถกำจัดนักการเมืองที่มีความประพฤติมิชอบได้ ดังนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมดีก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองสงบได้ ทั้งนี้จะพยายามเสนอรัฐบาล และก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องนำไปทบทวนต่อไป อย่างไรก็ตามไม่สามารถระบุว่าการทำงานเรื่องนี้จะใช้เวลาเท่าใดแต่คิดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร จะทันสิ้นปีนี้หรือไม่ยังไม่สามารถบอกได้
นายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ คณะทำงาน กล่าวเสริมว่า กรอบงานที่ได้รับมอบหมาย คือการตรวจสอบความจริงเพื่อความปรองดองไม่ใช่การไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อทำหน้าที่ค้นหาความจริงที่แท้จริงซึ่งต้องเป็นความจริงจากมุมมองของทุกฝ่ายที่เป็นเบื้องหลังของความขัดแย้ง เมื่อรู้ประเด็นเบื้องหลังความขัดแย้งก็จะนำเอาตรงนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดอง โดยกรอบการทำงานจะกว้างกว่าการหาข้อเท็จจริงในวันที่ 10 เม.ย. หรือ วันที่ 19 พ.ค. เพราะต้องดูเรื่องสาเหตุที่เกิดความขัดแย้งซึ่งในต่างประเทศมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก ซึ่งในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่เห็นต่างกันที่มีการขยายตัวจนในที่สุดมีการทำผิดกฎหมาย จนเกิดการสูญเสีย หากนำเอาเรื่องกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้น นานาประเทศจะมองว่าแทนที่จะเน้นเรื่องการลงโทษเพียงอย่างเดียว สันติสุขอาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่า หากมีการนำปัญหาของแต่ละฝ่ายให้มีการโอกาสได้พูด นำไปสู่ความเข้าใจ การให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งจากต่างประเทศต้องใช้เวลายาวนานมาก อาทิ ประเทศแอฟฟริกาใต้ ที่มีการตั้งคณะกรรมที่ชื่อเดียวกับ คอป. แต่เขาเรียกว่า “คณะกรรมการสัจจะสมานฉันท์” มีการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องเกือบ 2 หมื่นปากและใช้เวลาถึง 3- 4ปี ซึ่งของไทยคงไม่ยาวนานแบบนี้ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาพอสมควร







