posttoday
ปัญหาการขาดกำลังคน

ปัญหาการขาดกำลังคน

17 ธันวาคม 2557

ปัญหาการขาดกำลังคนในระดับปฏิบัติงานทางด้านเทคโนโลยีเป็นปัญหาที่ทราบกันมาหลายปีแล้ว และรัฐบาลที่ผ่านมาก็เห็นปัญหานี้และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่โครงการใหญ่ในระดับชาติที่จะสามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วทันใจ เพียงแต่มีการริเริ่มที่ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ภาคเอกชนต้องเผชิญ เด็กที่จบเมื่อเข้าทำงานก็ไม่สามารถลงมือปฏิบัติงานได้จริง โดยเฉพาะเด็กที่จบมาจากสถาบันการศึกษาที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “มหาวิทยาลัย” การแก้ปัญหาที่เอกชนพยายามแก้กันเองก็มี เช่น การตั้งโรงเรียน “ปัญญาภิวัฒน์” หรือการเข้าไปสนับสนุนทุนให้แก่นักเรียนระดับอาชีวะ มีการนำมาฝึกงานในภาคเอกชน แต่สิ่งเหล่านี้เมื่อไม่ได้เป็นนโยบายระดับชาติก็ผลิตกันได้ในจำนวนจำกัด ทั้งส่วนที่เป็นแรงสนับสนุนในภาคเอกชน และส่วนที่มาจากงบประมาณอันจำกัดของฝั่งรัฐบาล

ปัญหาการขาดกำลังคนในระดับปฏิบัติงานทางด้านเทคโนโลยีเป็นปัญหาที่ทราบกันมาหลายปีแล้ว และรัฐบาลที่ผ่านมาก็เห็นปัญหานี้และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่โครงการใหญ่ในระดับชาติที่จะสามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วทันใจ เพียงแต่มีการริเริ่มที่ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ภาคเอกชนต้องเผชิญ เด็กที่จบเมื่อเข้าทำงานก็ไม่สามารถลงมือปฏิบัติงานได้จริง โดยเฉพาะเด็กที่จบมาจากสถาบันการศึกษาที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “มหาวิทยาลัย” การแก้ปัญหาที่เอกชนพยายามแก้กันเองก็มี เช่น การตั้งโรงเรียน “ปัญญาภิวัฒน์” หรือการเข้าไปสนับสนุนทุนให้แก่นักเรียนระดับอาชีวะ มีการนำมาฝึกงานในภาคเอกชน แต่สิ่งเหล่านี้เมื่อไม่ได้เป็นนโยบายระดับชาติก็ผลิตกันได้ในจำนวนจำกัด ทั้งส่วนที่เป็นแรงสนับสนุนในภาคเอกชน และส่วนที่มาจากงบประมาณอันจำกัดของฝั่งรัฐบาล

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่เป็นข้อศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อให้เห็นบางส่วนของสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานด้านเทคนิคในภาคเอกชนเกิดขึ้นในทุกระดับตั้งแต่พนักงานปฏิบัติการ หัวหน้างาน วิศวกร ไปจนถึงนักวิจัย ทั้งนี้เพราะแรงงานที่มีอยู่ส่วนมากยังขาดทักษะความรู้ในกระบวนการผลิตที่ทันสมัย หรือที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางล้อ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรกลความแม่นยำสูง อีกทั้งการเจริญเติบโตในสายอาชีพของแรงงานสายเทคนิคไม่สอดคล้องกับภาระงานที่หนักและต้องการทักษะสูง เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนที่ได้รับ จึงเกิดอัตราการลาออกของกำลังคนทางเทคนิคสูง เนื่องจากพนักงานไม่เห็นความก้าวหน้าในชีวิต หลังจากทำงานไปจนครบ 1 ปี ประกอบกับเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ ระหว่างอุปสงค์และอุปทานกำลังคนทางเทคนิค โดยเมื่อพิจารณาสถานภาพกำลังคนอาชีวศึกษา จะพบว่า สัดส่วนผู้เรียนทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากจำนวน 670,000 คน ในปี 2552 เป็น 610,000 คน ในปี พ.ศ. 2555 โดยร้อยละ 37 ของผู้ที่เรียนจบระดับ ปวช. และ ปวส. จะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เนื่องจากค่านิยมทางสังคมและมีแรงจูงใจเป็นเงินเดือนที่สูงขึ้น และในบรรดาผู้เรียนจบ ปวช.นั้น มีเพียงร้อยละ 25 ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกำลังแรงงานทางเทคนิคที่มีฝีมือและมีสมรรถนะตรงกับความต้องการ หากพิจารณาระดับสมรรถนะของกำลังคนทางเทคนิคยังไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างข้อมูลที่ได้จากการสำรวจผู้ประกอบการ พบว่า ระดับความรู้ของช่างกลโรงงานต่ำกว่าระดับที่คาดหวังในทุกๆ ด้าน เช่น ระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มีการคาดหวังไว้ที่ 3.75 แต่ระดับที่ปฏิบัติได้จริงเพียง 2.0 ด้านคณิตศาสตร์ ระดับการคาดหวัง 3.50 แต่ระดับที่ปฏิบัติได้จริงเพียง 1.75 เป็นต้น หากมีการวิเคราะห์ไปถึงเรื่องระบบการศึกษา อาจกล่าวได้ว่า การจัดการอาชีวศึกษา และหลักสูตรปริญญาตรี ด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ยังไม่สามารถก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังขาดความเชื่อมโยงกับภาคเอกชนตัวจริง

โครงการพัฒนากำลังคนที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลมหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยเอกชน เพื่อผลิตเด็กในระดับการปฏิบัติงาน หรือที่เรียกว่า WIL (Work Integrated Learning) จึงเกิดขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือเป็นโรงเรียนในโรงงาน การที่เด็กทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย จะทำให้เด็กเข้าใจปัญหาที่เป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขและทำงานไปได้ ขณะเดียวกันก็ได้รับค่าตอบแทน มีรายได้ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพื่อการศึกษา ซึ่งเด็ก 1 คน จะใช่เวลานับจากจบระดับมัธยมปลายแล้วต่อไปอีกประมาณ 5 ปี จึงนับว่าจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่พอสมควร แต่โครงการ WIL เท่ากับเป็นการสอนอย่างเข้มข้น ลดเวลาเรียนลง และให้ทำงานไปด้วยดังกล่าวแล้ว เช่น ในกรณีช่างเทคนิคอุตสาหกรรมระดับ ปวส. จะมีการรับเด็กที่จบ ม. 6 หรือ ปวช. เข้ามาศึกษาปฏิบัติงานประจำโรงงานเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยแต่ละวันนักศึกษาจะปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท 8 ชั่วโมง และเรียนวิชาพื้นฐานและภาคทฤษฎี 3 ชั่วโมง โดยสถาบันการศึกษาส่งอาจารย์มาสอนที่โรงเรียน เท่ากับว่าในแต่ละปีนักศึกษาจะอยู่ประจำโรงงานเป็นเวลา 9 เดือน และเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษา 3 เดือน ทั้งนี้ ต้องถือเป็นความชาญฉลาดของบริษัทเอกชนที่ริเริ่มและหน่วยงานของรัฐ คือ สวทน. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ) ที่มองเห็นความริเริ่มนี้ว่าจะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชน และแก้ปัญหาความขาดแคลนแรงงานช่างเทคนิคในระดับปฏิบัติงาน ที่จริงแล้วก็คือการหันกลับไปใช้ระบบเดิมที่มีกันมานานคือการส่งเด็กที่จะทำงานวิชาชีพหนึ่งไปฝึกงานกินอยู่ในบ้านหรือโรงงานนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Apprenticeship นั่นเอง

แต่ก็เป็นการแก้ปัญหากำลังคนที่ภาคเอกชนประสบได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นโครงการที่น่าจะได้รับการสนับสนุนให้ขยายตัวเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา